อย่างไรก็ตาม นอกจากผลงานในสนามที่กำลังจะกลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้ ชล็อต ต้องตกงานแล้ว ลีลาการให้สัมภาษณ์แบบชวนให้ “อิหยังวะ” จนแม้แต่เด็กหงส์ยังต้องตะโกนว่า “พูดเพื่อ!” ของ อาโหน่ง ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีสิทธิจะทำให้เขา และ ลิเวอร์พูล กลายเป็นอดีตในอนาคตอันใกล้เช่นกัน
และต่อไปนี้คือวลีเด็ดชวนอิหยังวะของ ชล็อต ที่เรารวบรวมมาฝากกัน…

สลิงแตกถึงขั้นเล่นหิ้งเหน็บแนม “เจอร์เกน คลอปป์”
เป็นที่ทราบกันว่า เหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ ชล็อต สามารถพา ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ได้ตั้งแต่ซีซั่นแรกที่เข้ามาคุมทีมก็คือมรดกที่ เจอร์เกน คลอปป์ ทิ้งเอาไว้ให้
ทว่าหลังเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชนะ คาราบัก 6-0 เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา อยู่ดี ๆ อาโหน่ง ที่อยากก้าวออกมาจากเงาของ คลอปป์ เสียเหลือเกินนั้น ก็เกิดสลิงแตก และพูดจาแดกดัน กุนซือชาวเยอรมัน ทำนองว่า 2 ฤดูกาลก่อนที่เขาจะย้ายมาทำงานยัง แอนฟิลด์ นั้น คลอปป์ ยังทำได้แค่พา ลิเวอร์พูล ลงเล่นใน ยูโรปา ลีก อยู่เลย ต่างจากเขาที่พา เครื่องจักรสีแดง ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 ปีติดต่อกัน
แต่ ชล็อต อาจจะลืมไปว่า คลอปป์ เคยพา ลิเวอร์พูล ผ่านเข้าชิง แชมเปี้ยนส์ ลีก ถึง 3 ครั้งจาก 5 ฤดูกาล และคว้าแชมป์ได้ 1 สมัย เมื่อปี 2019
ชล็อต กล่าวว่า “นี่เพิ่งผ่านมาแค่ 2 ปีเองนะที่เรายังลงเล่นอยู่ในยูโรปา ลีก และตกรอบก่อนรองชนะเลิศในการพบกับ อตาลันตา แต่ตอนนี้เราผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 ฤดูกาลติด ฤดูกาลที่แล้วเรากระหายที่จะคว้าแชมป์ยิ่งกว่าเดิม และเราก็กระหายที่จะคว้าแชมป์มากขึ้นในฤดูกาลนี้”

เคยพูดเองว่า ลิเวอร์พูลเล่นหลัง 5 ไม่เวิร์กแต่ก็ยังจะใช้
ก่อนเกมบุกไปโดน ปารีส แซงต์ แชร์กแมง สอนบอลเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ชล็อต เคยเปรยเอาไว้ตั้งแต่เดือนพ.ย.ที่ผ่านมาว่า เขามีความคิดที่จะเปลี่ยนให้ ลิเวอร์พูล ลงใช้แท็กติกใหม่ ๆ อาทิการเล่นระบบหลัง 5 เพื่อรับมือกับทีมที่มีแนวรุกจัดจ้าน แต่ก็ยอมรับว่า มันน่าจะไม่เวิร์กเพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเปลี่ยนไปใช้แท็กติกใหม่ทั้งดุ้นทั้งที่ต้องลงเล่นทุก ๆ 2 วัน
ทว่าสุดท้าย ชล็อต ก็ยังเลือกใช้แท็กติกหลัง 5 ในการบุกไปเยือน เปแอสเช ทั้งที่เคยพูดเอาไว้เองว่า “มันไม่น่าจะเวิร์ก”
ชล็อต กล่าวว่า “คำถามก็คือ ผมควรจะเปลี่ยนแท็กติกใหม่เลยไหม? ผมไม่รู้ว่า พวกคุณคิดอะไร แต่ถ้าคุณต้องการมีอีกหนึ่งแท็กติกเอาไว้ใช้อย่างเช่นหลัง 5 นั่นอาจจะทำให้เกิดปัญหาได้ ระบบที่เราเล่นอยู่ตอนนี้เหมาะกับนักเตะของเราดี พวกเขาน่าจะเล่นระบบนี้มาทั้งอาชีพ และเราก็แทบไม่มีเวลาซ้อมแท็กติกใหม่ด้วย ดังนั้นมันจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเปลี่ยนแนวคิดด้านฟุตบอลของเราไปอย่างสิ้นเชิงถ้าเราลงเล่นทุก 2 วันแบบนี้”

ด่าทีมคู่แข่งจะเปลี่ยนสไตล์การเล่นทำไม
หลัง ลิเวอร์พูล ถล่ม บาร์นสลีย์ 4-1 ในเกมเอฟเอ คัพ เมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา ชล็อต สร้างความฉงงสนเท่ในวงสนทนาระหว่างตัวเขา และผู้สื่อข่าวอีกครั้ง เมื่อเปิดปากจวกบรรดาทีมคู่แข่งไม่ยั้งว่า ชอบปรับเปลี่ยนแท็กติก และสไตล์การเล่นในการพบกับ ลิเวอร์พูล จนทำให้ตัวเขาต้องโยนแผนการที่เตรียมมาก่อนเกมทิ้งลงถังขยะอยู่บ่อยครั้ง พร้อมชม อาร์เซนอล ว่า เป็นเพียงไม่กี่ทีมที่ไม่เปลี่ยนสไตล์ในการพบกับ หงส์แดง แต่สุดท้าย อาโหน่ง เองก็ต้องยอมเปลี่ยนสไตล์การเล่น และหันมาอุดแหลก โดยใช้กองหลังถึง 5 คนในเกมบุกแพ้ เปแอสเช เช่นกัน
ชล็อต กล่าวว่า “ผมไม่มีทางเปลี่ยนสไตล์การเล่นของเรา แต่หลายทีมมักเปลี่ยนสไตล์การเล่นในการพบกับเรา เราเล่นไปแล้วกี่เกมในฤดูกาลนี้? น่าจะราว 30 เกมได้ ผมคิดว่า มีถึง 28 เกมที่ผมต้องโยนแผนการที่เตรียมาทิ้งลงถังขยะ ผมคิดว่า มีแค่ครั้งหรือสองครั้งที่ทีมอื่นเล่นเหมือนที่พวกเขาเล่นมาตลอด 20 สัปดาห์ก่อนหน้าที่จะพบกับเรา อาร์เซนอล คือหนึ่งในนั้น พวกเขาเล่นกับเราด้วยสไตล์ที่เราคุ้นเคย”
เจ็บแปลบในหัวใจที่เห็นหลายทีมในพรีเมียร์ลีกหันมาเล่นบอลยาว และเน้นลูกตั้งเตะ
ชล็อต มักจะบ่นอยู่เสมอเรื่องที่คู่แข่งมักจะใช้บอลยาว และลูกตั้งเตะเล่นงาน ลิเวอร์พูล จนไปไม่เป็น กระทั่งช่วงต้นเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา กุนซือชาวดัตช์ ก็ออกมารำพึงรำพันว่า แอบเจ็บแปลบในหัวใจที่ลีกระดับหัวแถวของโลกอย่างพรีเมียร์ลีก อุดมไปด้วยทีมที่เล่นบอลยาว และเน้นการโจมตีด้วยลูกตั้งเตะ แถมยังสามารถพุ่งเข้าไปอัดผู้รักษาประตูได้โดยไม่เสียฟาวล์ ซึ่งทำให้เขามองว่า พรีเมียร์ลีก ไม่ใช่ลีกที่เอ็นจอยลูกกะตาสำหรับตัวเขาเลยสักนิด
ชล็อต กล่าวว่า “อันดับแรก คุณต้องยอมรับมัน ผมคิดว่า มันเป็นกระแสหลักในพรีเมียร์ลีก ถ้าผมดูฟุตบอลลีกอื่น ผมไม่คิดว่า พวกเขาจะเน้นลูกตั้งเตะมากขนาดนี้ ถ้าผมดูเอเรดิวิซี ผมจะเห็นการปฏิเสธประตูเพราะผู้รักษาประตูถูกทำฟาวล์ ผมว่ามันว้าวมาก นั่นคือความแตกต่างอย่างมาก เพราะที่นี่ คุณแทบจะอัดหน้าผู้รักษาประตู โดยที่ผู้ตัดสินยังบอกว่า “ให้เล่นต่อไป” ได้เลย”
“ถามว่า ผมชอบมันไหม? หัวใจฟุตบอลของผมบอกว่าไม่ ถ้าคุณถามว่า ถ้าคิดถึงฟุตบอล ผมจะคิดถึงทีมบาร์เซโลนาเมื่อสัก 10-15 ปีก่อน ทุกเย็นวันอาทิตย์ เราหวังว่า บาร์ซาจะลงเล่น ตอนนี้เกมส่วนใหญ่ที่ผมเห็นในพรีเมียร์ลีก มันไม่น่าดูเลยสำหรับผม แต่ที่มันน่าสนใจเพราะมีการแข่งขันสูงมาก”

ไม่ส่ง “ซาลาห์” ลงสนามเพราะอยากให้ถนอมแรงไว้เล่นเกมอื่น What!?
ในขณะที่ ลิเวอร์พูล ตกเป็นรอง เปแอสเช 0-2 และต้องการประตูเพื่อกลับมาสู่เกมให้ได้ ชล็อต กลับเลือกส่ง เทรย์ เอ็นโยนี มิดฟิลด์ดาวรุ่ง วัย 18 ปี ลงสนามไปแทน เจเรมี ฟริมปง ในนาทีที่ 78 แทนที่จะเป็นโคตรดาวยิงอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่นั่งตบยุงอยู่บนม้านั่งสำรองตลอดทั้งเกมที่ ปาร์ก เดส์ แพรงซ์
แน่นอนว่า ไม่ได้มีแค่คุณ และผมที่สงสัย แต่นักข่าวก็ข้องใจด้วยเช่นกัน และไม่พลาดที่จะยิงคำถามเรื่องนี้ใส่ นายใหญ่หงส์แดง หลังจบเกม ซึ่งคำตอบที่ได้ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เมื่อ อาเนอ แถจนสีข้างถลอกว่า ที่ไม่ส่ง บังโม ลงสนามเพราะอยากให้ถนอมเรี่ยวแรงเอาไว้ลงเล่นใน “นัดต่อไปมากกว่า!!!”
“ในช่วงท้ายเกม เราอยู่ในโหมดเอาชีวิตรอดมากกว่าจะมีโอกาสทวงประตูคืน เราทำได้แค่ตั้งรับอยู่นาน 20-25 นาที โม ซาลาห์ เป็นนักเตะคุณภาพคับแก้ว แต่สำหรับ โม การต้องลงไปเล่นเกมรับในกรอบเขตโทษตัวเอง 20 ถึง 25 นาที ผมคิดว่า มันจะดีกว่าสำหรับเขาที่จะถนอมพลังเอาไว้ลงเล่นในอีกหลายเกมที่กำลังรออยู่ตลอดหลายสัปดาห์ข้างหน้า”.



