“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า กรมท่าอากาศยาน(ทย.) เร่งเสนอโครงการพัฒนาท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช โดยขยายความยาวทางวิ่ง(รันเวย์) จากปัจจุบัน 45×2,100 เมตร เป็น 45×2,990 เมตรฯ ไปยังกระทรวงคมนาคม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคณะรัฐมนตรี(ครม.) ภายในปี 2569 เพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการฯ รวมทั้งการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินบริเวณที่จะเวนคืนด้วย โดยขณะนี้รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) โครงการฯผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ(กก.วล.) แล้ว

การขยายรันเวย์ 2,990 เมตร วงเงินประมาณ 2 พันล้านบาท แต่ต้องประเมินราคาวัสดุ และการขนส่งอีกครั้ง ก่อนเสนอกระทรวงคมนาคม และครม. โดยการขยายรันเวย์ ต้องเวนคืนที่ดิน 700 ไร่คาดว่าจะใช้เวลาเวนคืน และจ่ายค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ 2 ปี (ปี 2570-2571) ทย. มีแผนเปิดประมูลและเริ่มก่อสร้างปี 2572 จะแล้วเสร็จ และเปิดบริการปี 2575 จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถรองรับอากาศยานขนาดใหญ่ขึ้นได้ อาทิ โบอิ้ง B777 โบอิ้ง B787 และแอร์บัสA330 ขนาดประมาณ 300 ที่นั่ง จากเดิมรองรับเครื่องบิน 180 ที่นั่ง รองรับเที่ยวบินได้ทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศ
ตั้งแต่ต้นปี 2569 ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช มีผู้โดยสารประมาณ2.67 แสนคน เฉลี่ยวันละ 5 พันคน มี 4 สายการบินให้บริการเส้นทางภายในประเทศ กรุงเทพฯ(ดอนเมือง)-นครศรีธรรมราช (ไป-กลับ) ได้แก่ นกแอร์, ไทยแอร์เอเชีย และไทย ไลอ้อน แอร์ และเส้นทางกรุงเทพฯ(สุวรรณภูมิ)-นครศรีธรรมราช(ไป-กลับ) ได้แก่ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ และไทยแอร์เอเชีย รวมประมาณ 30 เที่ยวบิน(ไป-กลับ)ผู้โดยสารทยอยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังไม่กลับมาเท่ากับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 เมื่อปี 2562 ซึ่งมีผู้โดยสารวันละ 7 พันคน ประมาณ 64 เที่ยวบินต่อวัน

ที่ผ่านมา ทย. ได้ปรับปรุง และพัฒนาท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชอย่างต่อเนื่อง รองรับปริมาณผู้โดยสาร และเที่ยวบินในอนาคต โดยก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ วงเงิน 1.4 พันล้านบาท พื้นที่ใช้สอย 30,600 ตร.ม. มี 3 ชั้น พร้อมทางเดินเชื่อมอาคารหลังเดิม เปิดบริการเมื่อปี 2566 รองรับผู้โดยสารจากเดิม 450 คนต่อชม.หรือ 1.2 ล้านคนต่อปี เป็น 1,600 คนต่อชม. หรือ 4 ล้านคนต่อปี

อาคารผู้โดยสารหลังใหม่ มีความพร้อมด้านศุลกากร การตรวจคนเข้าเมือง และด่านกักกันพืช/สัตว์รองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศได้แล้ว แต่ยังไม่มีสายการบินใดติดต่อขอทำการบินเส้นทางระหว่างประเทศ ทย. อยู่ระหว่างเจรจา และดึงดูดสายการบินต่างๆ มาเปิดเส้นทางบินตรงจากต่างประเทศ อาทิ มาเลเซีย และสิงคโปร์ เป็นต้น ส่วนอาคารผู้โดยสารหลังเดิมที่ติดกับอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ ยังเปิดใช้งานเป็นพื้นที่สำหรับอาคารสำนักงานของสายการบิน และผู้ให้บริการภาคพื้นโดยเฉพาะ เพื่อให้การบริหารจัดการอาคารหลังใหม่คล่องตัวมากขึ้น.



