เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. แถลงถึงสถานการณ์น้ำมันของประเทศ และความชัดเจนเรื่องสต๊อกน้ำมัน การบริหารจัดการน้ำมัน และการสื่อสารกับประชาชนในภาวะวิกฤติ ว่า จากสถานการณวิกฤติด้านพลังงานที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ประชาชนจำนวนมากเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับความเพียงพอของน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ เห็นได้จากการที่ประชาชนออกไปต่อแถวเติมน้ำมัน รวมถึงสถานการณ์ที่ปั๊มน้ำมันหลายแห่งจำกัดการเติมน้ำมันหรือกระทั่งไม่มีน้ำมันให้ประชาชนเติม รวมถึงความไม่ชัดเจนของข้อมูลที่ฝ่ายบริหารและหน่วยงานภาครัฐสื่อสารออกมา ทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลควรเร่งชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและป้องกันความตื่นตระหนกของประชาชน

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลควรตอบคำถามให้ชัดเจนคือ 1.ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองอยู่จริงเท่าใดกันแน่ ระหว่างตัวเลขที่มีการกล่าวถึงว่า 60 วัน 90 วัน หรือ 100 วันกันแน่ และตัวเลขดังกล่าวนับรวมสต๊อกของใครบ้าง ทั้งสต๊อกของรัฐ โรงกลั่น และผู้ค้าน้ำมัน 2. หากประเทศไทยมีน้ำมันสำรองในระดับดังกล่าว เหตุใดเพียงไม่ถึงหนึ่งเดือนจึงเกิดสถานการณ์ที่ประชาชนบางพื้นที่เริ่มหาน้ำมันเติมได้ยาก น้ำมันสำรองเหล่านี้อยู่ที่ใด ใครเป็นผู้ถือครอง และสามารถนำออกมาใช้ได้ในสถานการณ์ฉุกเฉินเร็วเพียงใด 3. ภายหลังการประกาศตรึงราคาน้ำมันเพียง 15 วัน รัฐบาลมีมาตรการกำกับดูแลอย่างไร เพื่อป้องกันการกักตุน การชะลอการจำหน่าย หรือการเก็งกำไรของผู้ประกอบการในช่วงวิกฤติ

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า 4. กลไกการตัดสินใจในการปล่อยน้ำมันสำรองของประเทศคืออะไร ใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ และมีเงื่อนไขใดที่ทำให้รัฐต้องใช้สต๊อกสำรองเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาด 5. สถานการณ์การนำเข้าน้ำมันของประเทศไทยในขณะนี้ยังเป็นไปตามปกติหรือไม่ มีข้อจำกัดด้านเส้นทางขนส่งหรือกำลังการผลิตของโรงกลั่นที่ทำให้เกิดความตึงตัวของอุปทานหรือไม่ 6. หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 15 วัน หรือเกิน 1 เดือน รัฐบาลมีแผนรองรับอย่างไร ทั้งในด้านการบริหารสต๊อกน้ำมัน การจัดลำดับความสำคัญของการใช้น้ำมัน และมาตรการดูแลผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชน 7. สถานะปัจจุบันของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นอย่างไร ยังมีศักยภาพเพียงพอที่จะดูแลเสถียรภาพราคาพลังงานได้อีกนานเพียงใด ในภาวะวิกฤติ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความชัดเจนของข้อมูลและความโปร่งใสในการสื่อสารของรัฐบาล เพราะหากประชาชนไม่มั่นใจในข้อมูลที่ได้รับ ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดความตื่นตระหนก การกักตุน หรือความเข้าใจผิดในสังคม และหลายครั้งที่มีวิกฤติเช่นนี้เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา คนที่มักเจ็บตัวคือประชาชน คนที่ลอยตัวและหลายครั้งได้ประโยชน์กลับเป็นกลุ่มทุนที่หลายครั้งพอผ่านพ้นวิกฤติไปก็ประกาศผลกำไรสูงสุดเป็นสถิติจากการกักตุนทำกำไร บนภาวะยากลำบากของประชาชน

“ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเปิดเผยข้อมูลสถานการณ์น้ำมันของประเทศอย่างตรงไปตรงมา และสื่อสารต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถรับมือกับสถานการณ์นี้ได้อย่างมั่นใจและมีข้อมูลที่ถูกต้อง” นายนรเศรษฐ์ กล่าว