สงครามอิหร่าน กับ สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล ดูเหมือนจะไม่มีวี่แววจะยุติลงง่ายๆ และยังทวีความรุนแรงมากขึ้นในเดือนนี้
วิกฤติครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทุกอย่างในโลก รวมถึงอุตสาหกรรมกีฬา เพราะการสู้รบที่ขยายวงกว้างทำให้ต้องเลื่อนและยกเลิกอีเวนต์กีฬา และกิจกรรมระดับโลกหลายรายการ โดยเฉพาะในภูมิภาคอ่าวอาหรับ ส่งผลต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุนด้านกีฬาหลักพันล้านดอลลาร์
เมื่อสนามรบกำลังลุกลามเข้าสู่สนามแข่งขัน วันนี้เราจะไปเจาะลึกกันถึงเบื้องหลังและฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้นต่อไป และประเทศไทยควรจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร
+++++++++++++

ความเสียหายที่มากกว่าแค่การยกเลิกแมตช์
ผลกระทบแรกที่เห็นได้ชัดจากสงครามก็คือการล่มสลายของปฏิทินกีฬาโลกในภูมิภาคตะวันออกกลาง การแข่งขันรถสูตรหนึ่ง ชิงแชมป์โลก 2 รายการ ที่ตะวันออกกลาง ในช่วงเดือนเมษายน 2569 ถูกยกเลิก ทั้ง บาห์เรน กรังด์ปรีซ์ และซาอุดีอาระเบีย กรังด์ปรีซ์
นอกจากรถแข่งฟอร์มูลาวันแล้ว กีฬาอื่นๆ ก็โดนผลกระทบเป็นลูกโซ่
ฟุตบอลลีกในกาตาร์และอิหร่านถูกระงับเป็นการถาวร รวมถึงแมตช์หยุดโลก ที่แฟนบอลรอคอยอย่าง “Finalissima” ระหว่าง ทีมชาติอาร์เจนตินา กับ ทีมชาติสเปน ที่จะเตะกันที่โดฮา ก็ถูกยกเลิกไปแล้ว
ขณะที่การแข่งขันเทนนิสเอทีพี ทัวร์ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็ถูกสั่งหยุด ส่วน คริกเกต ซีรีส์ ระหว่าง อัฟกานิสถาน กับ ศรีลังกา ถูกเลื่อนออกไป
+++++++++++++++
ใครเสียประโยชน์ และใคร(แอบ)ได้ประโยชน์?
แน่นอนว่า ผู้เสียประโยชน์อันดับหนึ่งคือ บรรดาประเทศในตะวันออกกลางอย่าง ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์ และ ยูเออี ที่กำลังทุ่มเงินมหาศาลเพื่อใช้กีฬาเป็นตัวสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ และพยายามจะเป็นศูนย์กลางกีฬาโลก
การที่งานใหญ่ๆ ถูกยกเลิก ไม่เพียงแต่ทำลายรายได้จากการท่องเที่ยว และกีฬา แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสปอนเซอร์รายใหญ่อย่างกลุ่มคริปโต ที่ร่วมลงทุนด้วยกัน แต่กลับต้องสูญเสียโอกาสเข้าถึงผู้ชมกว่าพันล้านคน
ในส่วนของนักกีฬาก็เรียกว่าถึงคราวซวยเช่นกัน หลายคนติดอยู่ที่สนามบิน เช่น พีวี สินธุ นักแบดมินตันสาวอินเดีย ที่ต้องถอนตัวจากรายการใหญ่อย่างออล อิงแลนด์ เพราะติดค้างอยู่ที่ดูไบหลายวัน
หรือบางคนอย่าง มาร์โก โยฮันส์สัน ผู้รักษาประตูชาวสวีเดน ที่ถึงกับต้องหนีเอาชีวิตรอดด้วยซ้ำ ตอนที่พยายามออกจากอิหร่านขณะที่มีการยิงมิสไซล์
ที่น่าเศร้าที่สุดคือ นักฟุตบอลหญิงอิหร่าน 5 คน ที่ตัดสินใจขอลี้ภัย ไม่ขอเดินทางกลับประเทศ หลังจบศึกเอเชียน คัพ 2026 เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย จากการไม่ร้องเพลงชาติ
ส่วนผู้ที่อาจได้รับผลประโยชน์ ถ้าหากจะมี นักวิเคราะห์มองว่าน่าจะเป็น รัสเซีย เพราะได้ประโยชน์ทางอ้อม เนื่องจากสงครามครั้งนี้ดึงความสนใจของโลกออกจากวิกฤติในยูเครน
อีกทั้ง รัสเซีย ยังขายน้ำมันให้ทั่วโลกได้มากขึ้น ในราคาที่พวกเขาแทบจะสามารถกำหนดได้เอง
+++++++++++++++

“เวิลด์คัพ 2026” ฝันร้ายที่กำลังจะมาถึง
เซบาสเตียน ซอนส์ นักวิชาการ และนักสื่อข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง ระบุเอาไว้ว่า นี่อาจจะเป็นฟุตบอลโลกที่การเมืองเข้มข้นที่สุดในประวัติศาสตร์
เขาบอกว่า “เวิลด์คัพ 2026” จะถูกทำให้เป็นเรื่องการเมืองยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา มากกว่าครั้งก่อนหน้านี้ ที่กาตาร์เสียอีก
ถ้าหากสงครามยังไม่ยุติ ก่อนเกมนัดเปิดสนาม ในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 นี่จะเป็นฟุตบอลโลกที่เต็มไปด้วยการประท้วง และอาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ตลอดเวลา
มาตรการรักษาความปลอดภัยจึงจะต้องอยู่ในระดับสูงสุด และงบประมาณด้านนี้จะพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์กว่าฟุตบอลโลกทุกครั้ง
นอกจากนั้น ยังมีประเด็นเรื่องการถอนตัวของ อิหร่าน ที่ยังไม่มีการยืนยันจากที่ใด ไม่ว่าจะเป็น อิหร่านเอง, ฟีฟ่า, สหรัฐอเมริกา หรือ โดนัลด์ ทรัมป์
ส่วนในเกมเพลย์ออฟ ระหว่างทวีป ที่เม็กซิโก ในช่วงปลายเดือนนี้ ก็มีเสียงเรียกร้องให้เลื่อนออกไป โดยเฉพาะจาก เกรแฮม อาร์โนลด์ กุนซือทีมชาติอิรัก เนื่องจากการปิดน่านฟ้าทำให้นักเตะและสตาฟฟ์โค้ชมีปัญหาเรื่องการเดินทาง จึงไม่สามารถเตรียมทีมได้ตามปกติ
++++++++++++++
สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ระยะสั้น (1-3 เดือน): หากสงครามไม่จบ การแข่งขันในเอเชียจะกลายเป็นอัมพาต น่านฟ้าจะถูกปิดถาวร นักกีฬาจะเลี่ยงการมาตะวันออกกลาง และค่าประกันภัยในการจัดงานจะพุ่งสูงจนฝ่ายจัดงานรับไม่ไหว
ระยะกลาง (6 เดือน-1 ปี): จะเกิดการย้ายฐานของมหกรรมกีฬาจากตะวันออกกลางกลับสู่ยุโรปและเอเชียตะวันออก เม็ดเงินลงทุนในอาหรับจะถูกโยกไปใช้ในการสงครามแทนการกีฬา
ระยะยาว: หากสงครามยืดเยื้อ โครงสร้างอำนาจในสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) และคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) อาจต้องเปลี่ยนไป โดยมีการกำหนด “เขตปลอดภัยทางการกีฬา” และกฎเหล็กเรื่องการแบนประเทศคู่ขัดแย้งที่รัดกุมขึ้น
+++++++++++++
ผลกระทบต่อกีฬาไทยและแนวทางรับมือ
นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว วงการกีฬาไทยจะต้องได้รับผลกระทบจากสงครามครั้งนี้แน่นอน ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม และไม่มากก็น้อย
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ นักกีฬาอาชีพประเภทบุคคลทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นแบดมินตัน, กอล์ฟ, เทนนิส เนื่องจาก ไทย มักใช้สนามบินในตะวันออกกลาง เช่น ดูไบ หรือ โดฮา เป็นจุดเปลี่ยนเครื่องสู่ยุโรป
หากน่านฟ้าปิด นักกีฬาจะเสี่ยงต่อการติดค้างหรือต้องเดินทางอ้อม ซึ่งเพิ่มค่าใช้จ่ายและความเหนื่อยล้า จึงเตรียมพร้อมด้านสภาพจิตใจและความยืดหยุ่นในการเดินทางให้ดี
สมาคมกีฬาสามารถเข้าไปมีบทบาทช่วยเหลือนักกีฬาได้ เช่น วางแผนเส้นทางสำรอง รวมถึงต้องทำประกันภัยที่ครอบคลุมการยกเลิกการแข่งขันเนื่องจากสงครามเอาไว้ด้วย
+++++++++++++++
บทบาทที่ภาครัฐควรเข้ามาช่วย
หน่วยงานด้านกีฬาหรือภาครัฐ จะต้องไม่ปล่อยให้นักกีฬาต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว แต่ควรมี “ศูนย์อำนวยความสะดวกเฉพาะกิจ” โดยร่วมมือกับ กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อระบุตำแหน่งของนักกีฬาไทยที่ไปแข่งทั่วโลก ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยอพยพหรือประสานงานหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
และถ้าจะให้ดี ภาครัฐยังควรเตรียมงบกลางเอาไว้ เพื่อนำไปอุดหนุนส่วนต่างราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นจากการเปลี่ยนเส้นทางบิน เพื่อไม่ให้นักกีฬาต้องแบกรับภาระเอง
แต่มองแง่ดี ในวิกฤติ ย่อมมีโอกาสเสมอ และไทยไม่ควรลอยตัวอยู่เฉย รอรับแรงกระแทกเท่านั้น แต่ควรทำงานเชิงรุก เพื่อให้เราได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ด้วย
นาทีนี้ ไทยควรเสนอตัวเป็น “Safe Haven” หรือ “สวรรค์ที่ปลอดภัย” สำหรับนักกีฬาทั่วโลก ที่ไม่สามารถเดินทางไปซ้อมในประเทศที่มีความไม่สงบ ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างชื่อเสียง และนำรายได้เข้าประเทศแล้ว เราจะยังได้รับคำชื่นชมในเชิงมนุษยธรรมด้วย.



