ถูกสนใจอยู่อย่างมากมายสำหรับคุณพ่อมือใหม่สุดอบอุ่นของ “เจมส์ จิรายุ” ในรายการ My Daddy James ที่จะพาคุณไปค้นหาคำตอบไปพร้อมกัน รายการของคุณพ่อสายเนิร์ดที่สงสัยทุกเรื่องเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก ไม่ได้มาสอนให้เลี้ยงลูกแต่มาถามในสิ่งที่พ่อแม่สงสัย ผ่านมุมมองของพ่อมือใหม่ที่กำลังเรียนรู้ไปพร้อมลูก เผยเบื้องหลังการเลี้ยงลูกแบบไม่มีพี่เลี้ยง ต้องแบ่งหน้าที่และให้กำลังใจกันทุกวัน พร้อมชวนคุยกับผู้เชี่ยวชาญและประสบการณ์จริง เพื่อที่จะหาคำตอบไปพร้อมกัน โดยประเดิม EP แรก ชวนพี่ชายสุดที่รัก “เป๊ก เปรมณัช” พ่อลูกหนึ่งประสบการณ์แน่น และ “เกรท วรินทร” มาล้อมวงคุยเรื่องที่พ่อแม่ทุกคนต้องเจอ แล้วมาเรียนรู้การเป็น Best Version ของความเป็นพ่อไปพร้อมกัน

เจมส์ จิรายุ เผยว่า “ชื่อน้องพบรักคือชื่อนี้เป็นชื่อที่แม่เขา (โฟม) เป็นคนตั้งครับ บ้านนี้ชอบชื่อไทย ๆ อย่างหมาที่บ้านชื่อ คิดถึง, หวานใจ และแสนดี ชอบชื่อแบบไทย ๆ ที่มันมีความหมายน่ารัก ๆ แล้วตอนนั้นเขาก็มีชื่อในใจที่แบบคุยกันมาตั้งแต่คบกันแรก ๆ จริง ๆ มีทั้งชื่อผู้ชายและผู้หญิง พอมาจบเลยก็ได้ตกลงชื่อนี้ โดยที่ชื่อจริงและชื่อเล่นเป็นชื่อเดียวกันคือ “พบรัก” แต่ในอนาคตไม่ว่าเพื่อนจะเรียก “พบ” หรือ “รัก” หรือว่าอะไรก็แล้วแต่เขา แต่ว่าเราตั้งแค่ว่าชื่อจริงและชื่อเล่นเป็นชื่อเดียวกัน เรื่องการมีลูก จริง ๆ หมายถึงว่าคือการมีลูกเรามีการแพลนกันไว้ ตอนแรกแพลนไว้ไม่ใช่คลอดตอนนี้ที่ทุกคนเห็น แต่คิดว่าน่าจะเป็นคลอดช่วงปี 2026 หรือ 2027 อีกทีหนึ่ง ก็คือกะว่าจะไปเที่ยวไปใช้ชีวิต แต่อยู่ดี ๆ ก็มาก่อน ตอนแรกก็คิดว่าจะตั้งตัวกันไม่ทัน แล้วก็มีความกังวลประมาณหนึ่ง ว่าเตรียมตัวทันไหม ทำทุกอย่างทันไหม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าที่การงาน เรื่องของครอบครัว เรื่องชีวิตคู่ของเรา เพราะว่าตอนแรกที่คุยกัน ตอนตั้งใจที่จะมีลูก เราควรจะไปเที่ยวกันก่อนไหม เพราะว่าตอนนั้นโฟมเขาบอกว่า ถ้าเรามีลูกการเที่ยวของเราจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”
“วันที่มีลูก คือของผมกลับไปโฟกัสที่แม่ก่อน คือโฟมเขาเป็นคนที่กลัวเข็มอยู่แล้ว เราก็รู้ว่าเขากลัวการผ่าตัด กลัวเข็ม ก็เลยพยายามเอาใจเราไปอยู่ที่เขาก่อน ทำยังไงก็ได้ให้เขารู้สึกว่าโอเค แต่เอาจริง ๆ ก็ตื่นเต้น แต่แม่เขาบอกว่าพ่อมือเย็นมาก ลูกเราก็กังวลอยู่ว่าจะปลอดภัยไหมและครบ 32 ไหม พอเราอยู่ในห้องนั้นสักพักหนึ่ง แล้วตอนที่เราปรึกษากับคุณหมอ ทุกอย่างตอนอัลตราซาวด์ดูดีหมดก็รู้สึกว่าโอเค โอกาสที่จะปลอดภัยสูง แต่พอจังหวะที่ผมได้ยินเสียงลูกครั้งแรกตอนนั้นก็ตื่นเต้นนะมันคือ lifetime project มันคือสิ่งที่เราไม่สามารถทิ้งไว้ได้แล้ว ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปตลอดกาลแล้ว เราละทิ้งหน้าที่การเป็นพ่อเป็นแม่ไม่ได้ แต่ความมหัศจรรย์คือ ผมรู้สึกว่าค่อย ๆ รักขึ้นเรื่อย ๆ คือผมไม่ได้แบบพุ่งขึ้นมาทันทีแต่มันค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้วมารู้ตัวอีกทีก็เกือบเดือนแล้ว ตอนแรกเราก็รู้สึกว่าเป็นคนค่อนข้างชิล แต่ว่าพอมองหน้าเขาไปเรื่อย ๆ มันเริ่มมีความเป็นห่วง ต้องการเทคแคร์ แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่พิเศษมากก็คือว่า เรามองหน้าเขา แล้วเพลินได้ทั้งวัน มันมีโมเมนต์แบบนั้นจริง ๆ”

เจมส์ จิรายุ เล่าต่อว่า “อยากเป็นคุณพ่อที่หล่อมากครับแค่นั้น คือผมตอบเล่น ๆ คือมันเป็นการพูดเล่น ๆ ว่าแบบหล่อมาก ๆ แต่มันก็มีความจริงอยู่ในนั้น อย่างรายการนี้ชื่อว่า My Daddy พอภรรยาตั้งครรภ์ มันมีอันหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นจุดเปลี่ยน อย่างน้อยที่สุดอะไรที่เรายังไม่ดีควรพัฒนาต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาชีพ หน้าที่การงาน เรื่องคู่ชีวิต เรื่องครอบครัว ทุกอย่างเลย แล้วก็รู้สึกว่าถ้าเราจะเป็น best version เหมือนที่พี่พูด เราก็ต้องมีวินัยมากขึ้น แล้วก็ต้องมีพัฒนาการค่อนข้างเยอะแล้วก็รู้สึกว่าอยากให้ลูกเกิดมาแล้วภูมิใจในตัวเรา แล้วก็อยากให้ภรรยาภูมิใจในตัวเราแบบว่า “ลูกใครอ๋อ นี่ไง My Daddy James อะไรอย่างนี้ คืออยากให้เขารู้สึกภูมิใจ นั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะเรื่องออกกำลังกาย อะไรต่าง ๆ หรือเรื่องงาน พยายามทำให้มันดีขึ้นเรื่อย ๆ คือเราก็ไม่รู้หรอกว่าสุดท้ายลูกหรือภรรยาจะสนใจสิ่งที่เราทำไหม แต่แค่ทำไว้เหมือนตั้ง goal ไว้ ถ้าเขาหันมาบอกว่า ภูมิใจที่มีพ่อแบบนี้หรือภูมิใจที่มีสามีแบบนี้ ผมก็จบแล้ว หรือถ้าเขาไม่สนใจก็จะทำต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าวันไหน เขาอาจจะกำลังเล่นอยู่ แล้วหันมามองผมก็ถือว่า Complete goal ของผม เรื่องความกังวล มีอยู่แล้ว ผมจะผิดหวังอย่างเดียว ผิดหวังกับตัวเอง ถ้าโฟมรู้สึกแย่ ผมจะรู้สึกว่าผมทำอะไรไม่ดีพอ หรือถ้าลูกรู้สึกไม่ดีกับเรา ผมก็จะถามตัวเองว่าทำไมเราทำได้ไม่ดี แต่ผมไม่คาดหวังกับคนอื่น ผมไม่ได้คาดหวังว่าลูกต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ผมแค่ทำตัวเองให้ดีที่สุดก่อน แล้วรอดู reaction เขา ผมมีสมการในการใช้ชีวิตว่า ความสุข = สิ่งที่คาดหวัง – สิ่งที่ได้ ถ้าลดความคาดหวังลง ความสุขก็จะมากขึ้น”
เกรท เผยว่า “ตอนที่รู้ว่าเจมส์จะได้เป็นพ่อคนคือวันนั้นไปดูละครเวทีด้วยกัน แล้วโฟมก็ตั้งกล้อง แล้วก็บอกว่าจะมีลูกแล้ว ตอนนั้นใจผมไม่ได้ตกใจมากแต่ผมช็อก มีความอึ้ง ๆ นิดหนึ่งในใจว่า เฮ้ย! น้องเราจะมีลูกแล้วจริง ๆ เหรอ เป็นพ่อคนแล้วจริง ๆ เหรอ ในใจรู้สึกว่าเขาได้ก้าวข้ามความแบบสิ่งเดิม ๆ ที่เคยอยู่ แล้ววันหนึ่งเหมือนเป็นหนังสือเล่มใหม่ที่เป็นพ่อคน แล้ววันนั้นก็เลยแบบดีใจด้วย”
เป๊ก เปรมณัช เผยว่า “เพราะชีวิตเจมส์มันดราม่ากว่าที่คิด ความจริงของพระเอกที่เราทุกคนเข้าใจ ว่ามีชีวิตแบบนี้เหรอ ชีวิตดารามันจะลำบากขนาดไหน การใช้ชีวิตของเขา หรือการจะมีความรักสักครั้งหนึ่งโคตรลำบากเลย แต่เขาก็เลือกผู้หญิงคนนี้มาเป็นภรรยาในอนาคตให้ได้ แล้วพอได้มาแต่งงาน แฮปปี้ในโมเมนต์นั้นแล้ว ซึ่งแค่ดีเทลในการจัดงานแต่งงานก็ต้องพิเศษมาก ต้องไม่เหมือนใคร รู้สึกว่าจะต้องคัดคนแค่นี้ เพื่อไปในสเปซของเขาสองคนที่แบบแค่นี้เท่านั้น ก็ต้องไปจัดที่สวนผึ้ง แล้วโมเมนต์นั้นก็ดีมาก รู้สึกว่านั่นคือการให้ความสำคัญของแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่ให้กับผู้หญิงคนหนึ่งในเรื่องของการแต่งงาน นั่นแหละคือชีวิตคู่ แต่ว่ามาสเต็ปต่อไปที่การจะมีลูกอีก สำหรับเจมส์พอเขาเป็นพ่อ โคตรดี เนิร์ด รับผิดชอบ โฟกัส ฉะนั้นทุกอย่างพวกนี้ เขาจะศึกษาหาข้อมูลทุกอย่างในการเลี้ยงลูก จะไม่ทำให้ภรรยาของเขาจะต้องเคว้งคว้างเดียวดาย จะคอยประคบประหงม และเป็นกำลังใจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ แล้วเขาจะอดทน เจมส์เป็นคนที่นิ่ง สงบ มองการณ์ไกล ฉะนั้นเขาจะอดทน ไม่ว่าสถานการณ์อะไรก็แล้วแต่ เพราะสิ่งที่อาจจะปรี๊ดขึ้นมาอาจจะไม่ใช่เขา อาจจะเป็นภรรยาที่หงุดหงิด Mama Blues อะไรอย่างนี้ แล้วจริงๆ เป็นแบบนั้นไหม”




