สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน นอกจากส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่ดีดตัวขึ้นและยังขาดแคลนในบางพื้นที่แล้ว ผลิตภัณฑ์พลาสติกในประเทศไทยกำลังเป็นสินค้าที่น่าห่วง ว่าจะมีการกักตุนและขาดแคลนไม่ต่างกัน

นายวิเชียร เล็กวิจิตรธาดา นายกสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์สงครามในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ในประเทศไทย สาเหตุหลักของวิกฤตครั้งนี้เกิดจากสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (LNG) จากตะวันออกกลางที่ไทยนำเข้าเพื่อมากลั่นและผลิตเป็นโมโนเมอร์สำหรับเม็ดพลาสติก เมื่อแหล่งวัตถุดิบหายไปจากระบบ โรงงานปิโตรเคมีต้นน้ำจึงต้องหยุดการผลิตทันที โดยเฉพาะโรงงานที่ใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบหลักซึ่งมีสัดส่วนถึง 70% ของการผลิตทั้งหมด อีกทั้งยังมีปัญหาด้านโลจิสติกส์ที่เรือขนส่งไม่สามารถเดินทางผ่านเส้นทางปกติได้ ทำให้ต้องเดินเรืออ้อมระยะไกล ส่งผลให้ปริมาณเรือในระบบลดลงและค่าเบี้ยประกันภัยขนส่งสินค้าพุ่งสูงขึ้นประมาณ 100 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยประเทศไทยใช้น้ำมันมาผลิตเป็นเม็ดพลาสติกประมาณ 70% อีก 30% ใช้ก๊าซ
ปกติผู้ประกอบการกลุ่มคอนเวอร์เตอร์ (Converter) จะมีการสำรองวัตถุดิบไว้ล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน แต่ในวิกฤตครั้งนี้ ผู้ผลิตวัตถุดิบต้นน้ำบางรายได้ประกาศสภาวะเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) และยกเลิกคำสั่งซื้อทั้งหมด ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบอย่างกะทันหัน จนผู้ประกอบการต้องจัดหาจากแหล่งอื่นในราคาที่พุ่งสูงขึ้นเกือบ 100% ภายในระยะเวลาเพียง 15 วันที่ผ่านมา

นอกเหนือจากประเด็นด้านราคา ปัญหาที่วิกฤตกว่าคือการขาดแคลนปริมาณวัตถุดิบ โดยปัจจุบันสามารถจัดหาเม็ดพลาสติกได้เพียง 50% ของความต้องการใช้ปกติ ซึ่งประเทศไทยมีความต้องการใช้เม็ดพลาสติกประมาณ 2 ล้านตันต่อปี เพื่อรองรับโรงงานจำนวน 2,500 แห่ง ในประเทศมีทั้งโรงงานขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ทั้งเพื่อการบริโภคในประเทศและการส่งออก ปัจจุบันผู้ผลิตเม็ดพลาสติกมีวัตถุดิบตั้งต้น (Feedstock) เหลือเพียง 40-50% ซึ่งคุณภาพพลาสติกที่ผลิตในบ้านเรามีประมาณ 100 เกรด จากวิกฤตในครั้งนี้ทำให้ต้องเลือกผลิตเฉพาะเกรดพลาสติกที่มีความสำคัญสูง หรือโรงงานต้องทำตามสัญญาค้างเก่าเท่านั้น รวมทั้งขอความร่วมมือกับสมาชิกในสมาคมฯ ให้ความสำคัญกับการผลิตพลาสติกเกรดวัสดุทางการแพทย์ซึ่งเป็นพลาสติกเกรดพิเศษ แม้จะเป็นปริมาณพลาสติกที่ผลิตไม่เยอะเพื่อป้องกันการขาดแคลน แต่ผู้ประกอบการหลายรายก็ยังไม่แน่ใจว่าจะยื้อได้ถึงเมื่อไร
นายวิเชียรกล่าวว่า พลาสติกเป็นสินค้าควบคุมตั้งแต่สงครามยูเครน-รัสเซีย มีการตรึงราคาเม็ดพลาสติกกิโลกรัมละ 70 บาท จากเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วราคาเม็ดพลาสติกเคยขึ้นไปที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งก่อนสงครามสหรัฐฯ กับอิหร่าน เม็ดพลาสติกราคากิโลกรัมละ 30 บาท แต่ปัจจุบันเม็ดพลาสติกปรับราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาท เกือบเท่าราคาควบคุมแล้ว ถือว่าสงครามครั้งนี้หนักกว่าครั้งที่แล้ว เมื่อคิดเป็นอัตราเปอร์เซ็นต์การขึ้นแล้วน่าจะหนักกว่าสงครามยูเครน-รัสเซีย เพราะฐานการขึ้นแตกต่างกัน ซึ่งขณะนี้มีเรือที่โหลดเม็ดพลาสติกเรียบร้อยแล้วลอยลำอยู่ตรงช่องแคบฮอร์มุซไปไหนไม่ได้จำนวน 8 ลำ ซึ่งคิดเป็นปริมาณเม็ดพลาสติก 4 หมื่นตันต่อลำ

นายกสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทยกล่าวต่อว่า ผลกระทบที่ตามมาจะเริ่มเห็นชัดเจนในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงเมษายน เมื่อสต็อกเดิมของผู้ประกอบการหมดลง ธุรกิจขนาดเล็ก (SME) บางส่วนเริ่มทยอยปิดตัวเนื่องจากไม่มีวัตถุดิบ โดยกลุ่มที่น่ากังวลที่สุดคือกลุ่มบรรจุภัณฑ์ที่ต้องมีการพิมพ์ฉลาก เนื่องจากขาดแคลนสารทำละลาย หรือโซลเวนท์ (Solvent) เช่น Toluene, EA และ IPA ซึ่งเป็นผลพลอยได้ (By-product) จากการกลั่นน้ำมัน เมื่อปริมาณการกลั่นลดลง สารเหล่านี้จึงขาดแคลนอย่างหนัก โดยเฉพาะ IPA ที่ไทยต้องนำเข้า 100% และปัจจุบันมีราคาพุ่งสูงขึ้นถึง 5 เท่า จนอาจส่งผลให้ไม่สามารถผลิตบรรจุภัณฑ์ที่มีการพิมพ์ตราสินค้าได้ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งสารโซลเวนท์ไม่มีการสต็อกเพราะเป็นสารไวไฟ ประเทศไทยต้องนำเข้า 100 เปอร์เซ็นต์ ไทยต้องนำเข้าสารโซลเวนท์ มาจากเกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน
“การขาดแคลนสารทำละลายหนักกว่าขาดเม็ดพลาสติก เพราะต้องใช้พิมพ์บนซองบรรจุภัณฑ์ อาหาร และขนมต่างๆ ปัจจุบันมีเงินก็หาซื้อไม่ได้”
นายวิเชียรกล่าวต่อว่า ขณะที่อุตสาหกรรมต่อเนื่องเช่น อาหารสัตว์ เริ่มได้รับผลกระทบ และมีการหารือถึงเรื่องการขอผ่อนผันจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อใช้บรรจุภัณฑ์แบบไม่มีการพิมพ์ฉลาก หรือถุงเปลือยชั่วคราว นอกจากนี้ยังมีซองบรรจุอาหารและถุงขนมต่างๆ รวมทั้งซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ต้องพิมพ์ฉลาก ระบุส่วนผสมต่างๆ ซึ่งเป็นข้อกำหนดตามกฎหมายที่ สคบ. กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมพลาสติกได้ประสานงานกับกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการขอความร่วมมือจากภาครัฐในการจัดหาวัตถุดิบสำรองและการเจรจาระดับระหว่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ มีนโยบายระงับการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมัน
“เราจะยอมได้ไหมถ้าขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบตกเกรด ขายใส่ถุงใสที่ร้านก๋วยเตี๋ยวซื้อมาใช้กันที่เรียกว่าบะหมี่เปลือย อันนี้รัฐบาลต้องมาคุย รวมทั้งการนำเข้าสารโซลเวนท์จากต่างประเทศต้องอาศัยรัฐบาลคุยกับรัฐบาลแล้ว เพราะลำพังเอกชนไม่สามารถจะเจรจาในช่วงสถานการณ์วิกฤต”

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมพลาสติกมีมูลค่าตลาดรวม 1 ล้านล้านบาท คิดเป็น 7 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ มีทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ คิดเป็น Raw material ประมาณ 4 แสนล้านบาท แปรรูปออกมาเป็นสินค้าประมาณ 7 แสนล้านบาท และเม็ดพลาสติกที่ผลิตในประเทศไทยส่งออกปริมาณครึ่งหนึ่ง ตลาดส่งออกที่สำคัญคือสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ในแต่ละเดือนส่งออกประมาณ 3 หมื่นตัน ทั้งเม็ดพลาสติกและสินค้าสำเร็จรูป อย่างไรก็ตามพลาสติกรายรอบอยู่ทุกอุตสาหกรรม ทั้งอาหาร รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ล้วนมีสัดส่วนของการใช้พลาสติก ขณะที่ประเทศไทยผลิตสินค้าเกษตรส่งออก บรรจุภัณฑ์ต่างๆ ก็ต้องใช้พลาสติก
“เพื่อบรรเทาปัญหาสินค้าขาดแคลนและราคาที่พุ่งสูงขึ้นจากการกักตุน ทางสมาคมจึงขอความร่วมมือให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการใช้งานพลาสติกเท่าที่จำเป็นและไม่กักตุนสินค้า เพื่อให้กลไกตลาดสามารถดำเนินต่อไปได้ในระหว่างที่รอให้สถานการณ์ความขัดแย้งและการขนส่งทางเรือกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพราะถ้ามีการซื้อกักตุนเพิ่มขึ้นอีก 10 เปอร์เซ็นต์ จะส่งผลให้สินค้าขาดแคลนเร็วขึ้น” นายกสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทยกล่าวทิ้งท้าย



