เมื่อวันที่ 19 มี.ค. เวลา 11.00 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางโดยรวมยังมีความรุนแรงและขยายวงจากเป้าหมายทางทหารไปสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศอิหร่าน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งอาจยกระดับความรุนแรงของสถานการณ์ให้มากขึ้น อีกทั้งมีรายงานว่าอิสราเอลโจมตีเลบานอนอย่างหนัก ทำให้มีผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตเพิ่มจำนวนมาก ขณะที่กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับยังถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนโดยอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่สามารถสกัดได้ นอกจากนี้มีรายงานว่าสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและก๊าซ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานก๊าซธรรมชาติในแหล่งเซาท์ พาร์ส (South Pars) ของอิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งก๊าซธรรมชาติใหญ่ที่สุดในโลก อิหร่านจึงประกาศจะตอบโต้และขยายเป้าหมายไปยังโครงสร้างพลังงานในประเทศกลุ่มอ่าวอาหรับ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย ยูเออี และกาตาร์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ
นายปาณิดล กล่าวอีกว่า ล่าสุดทางการอิหร่านได้ยืนยันถึงการเสียชีวิตของรัฐมนตรีกิจการข่าวกรองของอิหร่านจากการโจมตีของอิสราเอล ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง กระทรวงการต่างประเทศจึงขอย้ำให้คนไทยพิจารณาออกนอกพื้นที่เสี่ยงเร็วที่สุด พร้อมทั้งติดตามข่าวสารและคำแนะนำจากช่องทางการอย่างเคร่งครัด รวมถึงลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยที่รับผิดชอบพื้นที่
นายปาณิดล กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ว่าทางการอิสราเอลแจ้งยืนยันการเสียชีวิตของแรงงานภาคเกษตร สัญชาติไทย 1 ราย เมื่อช่วงดึกของวันที่ 18 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ดำเนินการติดต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตแล้ว อีกทั้ง กระทรวงการต่างประเทศกำลังประสานงานกับกระทรวงแรงงานและทางการอิสราเอลอย่างใกล้ชิด เพื่อดำเนินการตามแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง รวมถึงติดตามสิทธิประโยชน์และค่าชดเชยของผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ รัฐบาลไทยและกระทรวงการต่างประเทศ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ออกประกาศเตือนเรื่องมาตรการความปลอดภัยสำหรับพี่น้องประชาชนไทยในอิสราเอลมาโดยตลอดด้วย
นายปาณิดล กล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าของการช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลางนั้น ที่อิหร่าน กรณีของคนไทย 2 คนที่เดินทางออกจากอิหร่านข้ามพรมแดนไปยังเมืองวาน ประเทศตุรกี ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยเรียบร้อยแล้วเมื่อเช้าวันนี้ (19 มี.ค.) นอกจากนี้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี กำลังประสานการอพยพแรงงานไทยอีก 4 คน จากเมืองบันดาร์อับบาส ประเทศอิหร่าน ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง โดยคณะมีกำหนดจะเดินทางออกจากอิหร่านข้ามพรมแดนมายังตุรกีในวันที่ 23 มี.ค. 2569 เพื่อเดินทางกลับประเทศไทยต่อไป ทั้งนี้ผู้ที่ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศ โปรดแจ้งลงทะเบียนกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน โดยเร็วที่สุด
นายปาณิดล กล่าวว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง มีคนไทยที่ได้รับความช่วยเหลือเพื่อให้ออกจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางมายังประเทศไทย หรือไปประเทศที่สามแล้ว รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,173 คน รัฐบาลไทยยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบให้ออกจากพื้นที่อันตรายในโอกาสแรกด้วยความปลอดภัย.



