เมื่อวันที่ 19 มี.ค. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการกำชับโรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศ ให้เคลียร์หนี้ค่ายาที่ค้างจ่ายนานเกิน 10 เดือน ให้เหลือยอดไม่เกิน 6 เดือน ภายหลังกลุ่มอุตสาหกรรมยา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เปิดเผยปัญหาการชำระค่ายาของภาครัฐ รวมราว 60,000 ล้านบาท ค้างนานเกิน 10 เดือน จนส่งผลต่อกระแสเงินสด ว่า กรณีค่าใช้จ่ายที่ รพ. ยังค้างอยู่นั้น ตนและปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้เร่งรัดการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา มีเงินก้อนหนึ่งลงไปให้โรงพยาบาลต่างๆ แล้ว ขณะนี้กำลังพิจารณาการจัดสรร และทางปลัดกระทรวงฯ ก็กำชับเรื่องบาลานซ์ระหว่างการชำระหนี้ และการรักษาผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องในอนาคต ช่วงนี้เป็นสภาวะไม่ปกติ การบริหารจัดการต้องรัดกุม
ผู้สื่อข่าวถามกรณีมีข้อกังวลของ รพ. ว่า หากกำหนดให้ต้องจ่ายหนี้และคงค้างเหลืออย่างน้อย 4-6 เดือน อาจไม่สามารถบริหารจัดการได้ เพราะงบที่จัดสรรมาจาก สปสช. ไม่เพียงพอ นายพัฒนา กล่าวว่า ไม่ได้มีคำสั่งลงไปว่าโรงพยาบาลทุกแห่งต้องปฏิบัติตามนั้น (One Size Fits All) แต่ภาพรวมต้องพิจารณาถึงผู้ประกอบการ ผู้ค้าของ รพ. ด้วยเช่นกัน หาก รพ. สามารถบริหารเงินที่ค้างอยู่ได้พอสมควร ก็อยากให้ชำระไปบ้าง แต่ต้องพิจารณาสภาพคล่องในการดำเนินการรักษาผู้ป่วยด้วย
“เรื่องนี้ ท่านปลัด สธ. มีนโยบายว่า รพ.ขนาดใหญ่คอยช่วยพิจารณาการรักษาผู้ป่วยแบบประคองไปกับ รพ.ขนาดกลาง และขนาดเล็กด้วย ในพื้นที่ต้องร่วมกันบริหารจัดการ ขอย้ำว่า สถานการณ์ตอนนี้ไม่ปกติ ดังนั้น การทำงานจึงต้องร่วมมือกัน เป็นทีมไทยแลนด์ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” รมว.สธ. กล่าว
เมื่อถามว่าจะมีงบเพิ่มจาก สปสช. ลงไปหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า วันที่ 1 เม.ย. นี้ จะมีการประชุมบอร์ด สปสช. ซึ่งอาจมีวาระหรือมีสิ่งใดๆ ที่สามารถพูดคุยได้บ้างเกี่ยวกับการประชุมต่อไป.



