นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการเชิงรุกติดตามตรวจสอบสถานการณ์สินค้าและบริการทั่วประเทศ ภายหลังได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อกำกับดูแลไม่ให้มีการจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุน หรือมีพฤติกรรมฉวยโอกาสแสวงหาผลประโยชน์

โฆษกกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ตลอดช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่รวมทั้งสิ้น 1,500 แห่ง แบ่งเป็นสถานีบริการน้ำมัน 538 แห่ง ร้านจำหน่ายปุ๋ยเคมี 224 แห่ง และตลาดรวมถึงร้านค้าปลีก-ค้าส่ง 223 แห่ง ผลการตรวจสอบพบการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 จำนวน 5 ราย ในสถานีบริการน้ำมันท้องถิ่นขนาดเล็กใน 4 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สระแก้ว นครพนม และเชียงราย รวมถึงร้านค้าปลีกที่ไม่ปิดป้ายแสดงราคา โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 28 และเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายแล้ว

สำหรับสถานการณ์ล่าสุดระหว่างวันที่ 18–19 มีนาคม 2569 สำนักงานพาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติมอีก 403 แห่ง แบ่งเป็นสถานีบริการน้ำมัน 302 แห่ง ร้านจำหน่ายปุ๋ยเคมี 53 แห่ง และตลาดค้าปลีก-ค้าส่ง 48 แห่ง พบการกระทำผิด 1 ราย ในสถานีบริการน้ำมันท้องถิ่นขนาดเล็กในจังหวัดอุบลราชธานี ฐานไม่ปิดป้ายแสดงราคา ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 28 และเปรียบเทียบปรับแล้วเช่นกัน

นายนันทพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์ราคาสินค้าว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบเริ่มพบสัญญาณการปรับตัวของราคาสินค้าบางรายการ เช่น ไข่ไก่ อาหารสด และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับค่าขนส่ง ซึ่งบางรายการปรับตัวตามฤดูกาล อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบการปรับราคาที่ผิดปกติเกินกว่าโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง โดยในตลาดสดกรุงเทพมหานครพบว่า ต้นทุนเนื้อสุกร อาหารทะเล ถุงพลาสติก และบรรจุภัณฑ์มีการปรับตัวสูงขึ้น แต่ผู้ค้ายังคงตรึงราคาจำหน่ายไว้ในระดับเดิม

โฆษกกระทรวงพาณิชย์ ย้ำว่า กระทรวงฯ จะดำเนินการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยสั่งการให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศบูรณาการการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด พลังงานจังหวัด และคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) โดยเน้นตรวจสอบ 3 ประเด็น ได้แก่ 1) การจำหน่ายสินค้าให้สอดคล้องกับราคาที่แสดงบนป้ายและต้นทุนที่แท้จริง 2) การป้องกันการปฏิเสธการจำหน่าย และ 3) การติดตามปริมาณสินค้าเพื่อให้มั่นใจว่ามีสต๊อกเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

“ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอ และภาครัฐติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง และไม่ให้มีการเอาเปรียบประชาชน” โฆษกกระทรวงพาณิชย์กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายสินค้าที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดใกล้บ้าน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายโดยทันที