เมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่กรุงโซล, สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้)ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว., นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง, นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. และข้าราชการระดับสูง เดินหน้าเจรจาเชิงรุกกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนชั้นนำของเกาหลีใต้ เพื่อดึงดูดการลงทุนและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่จะส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยโดยตรง

ภารกิจแรกเริ่มต้นที่งาน “Thailand-Korea Business Forum: Biohealth, Medtech, Wellness, and Future Food” เวทีสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและสร้างเครือข่ายนวัตกรรมระดับนานาชาติ ซึ่ง ศ.ดร.ยศชนัน ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาเชิญชวนภาคเอกชนเกาหลีใต้มาร่วมลงทุน พร้อมเสนอโมเดลความร่วมมือ 4 มิติ ทั้งการตั้งศูนย์บ่มเพาะร่วมกัน การร่วมทุนในสตาร์ทอัพไทย การวิจัยร่วมที่ได้สิทธิประโยชน์จาก BOI และการใช้ไทยเป็นฐานเจาะตลาดอาเซียน โดยระบุว่า “บ้านเราคือหมุดหมายปลายทางด้าน Healthcare และ Wellness ระดับโลก มีความหลากหลายทางชีวภาพ และมีตลาดที่กำลังเติบโตสูงมาก ในขณะที่เกาหลีคือผู้นำแนวหน้าด้าน Digital Health มี R&D ที่เข้มแข็ง และมีมาตรฐานการผลิตระดับโลก เมื่อสองจุดแข็งนี้มาจับมือกัน เราสามารถผลักดันให้เกิด Medical and Wellness Innovation Hub ที่เป็นผู้นำของภูมิภาคเอเชียได้อย่างแน่นอน ก้าวต่อไปของนวัตกรรมการแพทย์ไทยยังมีโอกาสอีกมหาศาล มาร่วมสร้างระบบนิเวศนี้ให้แข็งแกร่งไปด้วยกัน”

ภารกิจที่สอง คณะได้เข้าหารือกับผู้บริหารระดับสูงของ KT Corporation บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีความสำคัญในฐานะผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างเต็มรูปแบบ (Network, Cloud, Edge Data Center) เพื่อเตรียมจัดตั้ง Joint Working Group ด้าน AI Literacy ระหว่างสองประเทศ และเตรียมลงนาม MOU ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ โดยมุ่งใช้ไทยเป็นสนามทดลองจริง (Testbed) ด้าน Physical AI เพื่อขยายธุรกิจสู่อาเซียน ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า “KT มีโครงการที่น่าสนใจมากคือ AIVLE School ซึ่งเป็นบูทแคมป์ AI ระดับชาติของเกาหลี สามารถผลิตบุคลากรคุณภาพเข้าสู่บริษัทยักษ์ใหญ่ได้แล้วกว่า 3,230 คน เมื่อผมได้นำเสนอนโยบาย ‘AI for ALL’ ของไทยให้ทางเกาหลีรับทราบ ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันทันทีว่าโมเดลนี้สามารถนำมาต่อยอดกับประเทศไทยได้แน่นอน เราได้หารือกันที่จะใช้ประเทศไทยเป็นสนามทดลองจริง ทั้งการทำโครงการนำร่องร่วมกับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการทำวิจัยร่วมกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการใช้ไทยเป็นฐานในการขยายธุรกิจสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน”

ภารกิจที่สาม เป็นการเข้าพบ บริษัท Y&Archer จำกัด ซึ่งมีความสำคัญในฐานะ Startup Accelerator ระดับแนวหน้าของเกาหลีใต้ เพื่อหารือแผนการนำสตาร์ทอัพเกาหลีกว่า 70 บริษัทมาจัดงาน Astream ที่ประเทศไทยในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งจะเป็นเวทีสำคัญในการจับคู่ธุรกิจและดึงเม็ดเงินจาก Venture Capital มาสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดย ศ.ดร.ยศชนัน เน้นย้ำว่า “ในเมื่อเขามาจัดงานใหญ่ถึงเมืองไทย ผมไม่ได้มองแค่การอำนวยความสะดวกเพียงฝั่งเดียว ผมได้ขอให้ทาง Y&Archer เปิดเวทีให้ ‘สตาร์ทอัพไทย’ ได้ขึ้น Pitch นำเสนอธุรกิจต่อหน้านักลงทุนเกาหลีด้วย เพราะโอกาสทางธุรกิจต้องเป็นถนนสองทาง เมื่อเขามาเติบโตในบ้านเราได้ สตาร์ทอัพไทยก็ต้องมีโอกาสไปเติบโตในตลาดของเขาได้เช่นเดียวกัน สิ่งที่ทำให้ผมมั่นใจจากการพูดคุยครั้งนี้คือ กองทุนของเขายังมีเม็ดเงินอีกมากที่พร้อมลงทุน การมาเยือนไทยในช่วงปลายปีนี้จึงไม่ได้มีแค่มูลค่าการลงทุน แต่ยังมาพร้อมกับเครือข่ายทั้งด้านเทคโนโลยีและช่องทางการตลาดระดับโลก ซึ่งนี่คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่สตาร์ทอัพไทยต้องการมากที่สุดในการก้าวออกสู่เวทีโลก”

ภารกิจที่สี่ คณะผู้แทนไทยได้เข้าหารือกับ นางนัม อิน-ซุน (Madam Nam In-soon) รองประธานสภาแห่งสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อยกระดับความร่วมมือระดับรัฐบาลสู่รัฐสภา ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันกฎหมายและงบประมาณสนับสนุนโครงการดาวเทียมและกิจการอวกาศ ปัจจุบันหน่วยงานอวกาศเกาหลี (KASA และ KARI) กำลังช่วยไทยศึกษาการจัดตั้ง Spaceport พร้อมต่อยอดสู่งานวิจัยด้านวงโคจรต่ำและวิทยาการหุ่นยนต์ โดย ศ.ดร.ยศชนัน ได้เชิญคณะรัฐสภาเกาหลีใต้มาเยือนงาน Space Expo ที่ไทย และระบุว่า “หลายท่านอาจยังไม่ทราบว่า ไทยกับเกาหลีมีความร่วมมือกันมายาวนานในหลายด้าน ทั้งด้านอวกาศและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ที่จริงแล้ว หน่วยงานอวกาศของเกาหลีทั้ง KASA และ KARI กำลังช่วยเราศึกษาการจัดตั้ง Spaceport ในประเทศไทยอยู่ด้วย เราจะได้ต้อนรับคณะจากเกาหลีที่เมืองไทย และโชว์ให้เห็นว่าระบบนิเวศด้านอวกาศของไทยพร้อมแค่ไหน ผมขอขอบคุณท่านรองประธานรัฐสภาสำหรับการต้อนรับและมิตรไมตรีที่อบอุ่น ผมเชื่อว่าด้วยแรงสนับสนุนจากฝ่ายนิติบัญญัติของทั้งสองประเทศ ความร่วมมือไทย-เกาหลีจะเดินหน้าได้เร็วและมั่นคงยิ่งขึ้นครับ”

สุดท้าย ไฮไลต์สำคัญ ณ Seoul National University Hospital (SNUH) โรงพยาบาลศูนย์กลางระดับชาติที่เก่าแก่และเป็นผู้นำด้าน Medical AI ของเกาหลีใต้ เพื่อศึกษาแพลตฟอร์ม AI บูรณาการ (SNUH.AI) และการแพทย์แม่นยำ (SNUH Polaris) โดยไทยและเกาหลีใต้จะร่วมกันแลกเปลี่ยนฐานข้อมูล (Data Exchange) ระหว่างกลุ่มโรคเขตร้อนของไทยกับข้อมูลเชิงลึกของเกาหลี เพื่อยกระดับระบบเทคโนโลยีสาธารณสุขที่ อว. และกระทรวงสาธารณสุขกำลังเร่งพัฒนาให้คนไทยได้ใช้จริงภายในสิ้นปีนี้ ซึ่ง ศ.ดร.ยศชนัน ได้ฉายภาพผลลัพธ์ที่ประชาชนจะได้รับว่า “ลองนึกภาพว่าเมื่อผู้ป่วยต้องย้ายโรงพยาบาล ข้อมูลจะตามไปทันที ไม่ต้องตรวจซ้ำให้เสียเวลา หรือต้องคอยถือแฟ้มประวัติอีกต่อไปครับ เกาหลีมีฐานข้อมูลที่โรงพยาบาลไทยไม่มี ในขณะที่ประเทศไทยเรามีข้อมูลกลุ่มโรคเขตร้อนจำนวนมหาศาล ทั้งไข้เลือดออก มาลาเรีย และวัณโรค ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝั่งเกาหลีต้องการมาก การจับมือกันครั้งนี้จึงเป็น Win-Win Situation ที่จะทำให้ AI ทางการแพทย์ของทั้งสองประเทศเรียนรู้และฉลาดขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผมจึงชวนทาง SNUH มาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อให้ระบบของไทยสามารถเดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ หรือลองผิดลองถูกเองทั้งหมดครับ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยีการแพทย์ที่ดีและล้ำหน้าที่สุดจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมันถูกส่งมอบไปถึง ‘ประชาชน’ ใช่ไหมครับ”