เมื่อวันที่ 19 มี.ค. น.ส.รังสิมา รอดรัศมี อดีต สส.สมุทรสงคราม 5 สมัย เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ดำรงตำแหน่ง สส. ตนได้พยายามผลักดันให้มีการยกเลิกสวัสดิการดังกล่าวมาโดยตลอด เนื่องจากเห็นถึงความไม่เหมาะสมหลายประการ โดยเฉพาะพฤติกรรมของ สส.บางรายที่ “ไม่เพียงรับประทานฟรี แต่ยังห่ออาหารกลับบ้าน” ซึ่งยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นภายในสภา
“งบประมาณอาหารกลางวันในวันประชุมสภาใหญ่ อยู่ที่ประมาณ 1,000 บาทต่อคน ขณะที่ยังมีคณะกรรมาธิการอีกกว่า 35 คณะ รวมถึงคณะอนุกรรมาธิการและคณะพิจารณากฎหมายต่าง ๆ ที่สามารถเบิกค่าอาหารได้ทั้งหมด ทำให้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้พุ่งสูงอย่างมาก” อดีต สส.หญิง กล่าว
น.ส.รังสิมา ยังชี้ให้เห็นช่องโหว่ของระบบว่า ในบางกรณี สส. 1 คน อาจเข้าร่วมประชุมหลายคณะในวันเดียวกัน และสามารถเบิกค่าอาหารซ้ำซ้อนได้ถึง 3-4 ครั้งต่อวัน ส่งผลให้เกิดการใช้งบประมาณอย่างไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่มีการประชุมถี่ขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ “บานปลาย” อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ยังพบว่ามี สส.บางส่วนไม่ได้รับประทานที่จัดให้ เพราะไม่ถูกปาก และเลือกสั่งอาหารจากภายนอกเข้ามาแทน ขณะที่บางวันมีการเตรียมอาหารล่วงหน้าสำหรับ สส.ครบ 500 คน แม้จะมีผู้เข้าร่วมประชุมไม่ครบ ส่งผลให้สูญเสียงบประมาณเฉลี่ยวันละกว่า 500,000 บาท หากวันใดองค์ประชุมไม่ครบจนสภาไม่สามารถเปิดประชุมได้ อาหารทั้งหมดจะกลายเป็นของเสียทันที
“เงินจำนวนนี้ ปีหนึ่งนับเป็นหลักร้อยล้านบาท สามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นได้ เช่น สนับสนุนอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ซึ่งยังขาดแคลนงบประมาณในหลายพื้นที่” น.ส.รังสิมา กล่าว พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของสวัสดิการดังกล่าว เมื่อเทียบกับรายได้ของ สส.ที่มีเงินเดือนกว่า 113,560 บาทต่อเดือน ซึ่งเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัว
อดีต สส.สมุทรสงคราม ยังสะท้อนความเหลื่อมล้ำว่า ข้าราชการเงินเดือนหลักหมื่นยังต้องจ่ายค่าอาหารเอง ขณะที่ สส.ซึ่งมีรายได้สูงกลับได้รับสวัสดิการเพิ่มเติม อีกทั้งยังมีปัญหา “คนทำงานจริงไม่ได้กิน แต่บางคนที่ไม่ทำหน้าที่กลับได้กินและนำกลับบ้าน”
ทั้งนี้ หากไม่สามารถยกเลิกได้ทันที ตนเสนอแนวทางปรับปรุง เช่น การลดงบประมาณต่อหัว และใช้ระบบบัตรอิเล็กทรอนิกส์ในการเบิกค่าอาหารตามจริง เพื่อลดการรั่วไหลของงบประมาณ พร้อมเสนอให้เพิ่มวันประชุมสภาเป็น 5 วันต่อสัปดาห์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการออกกฎหมาย
ยืนยันว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องตลก แม้จะเป็นธรรมเนียมเดิม แต่ไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ หากสามารถประหยัดงบประมาณและเกิดประโยชน์ต่อประเทศ ก็ควรกล้าปรับปรุง” น.ส.รังสิมา กล่าวทิ้งท้าย ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่กำลังขยายวงในสังคม



