กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยบทวิเคราะห์แนวโน้มสิทธิบัตรด้านเกษตรกรรมทั่วโลก ชี้ภาคเกษตรกำลังก้าวสู่ยุค “เกษตรนวัตกรรม” ที่ผสานเทคโนโลยีเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ และข้อมูลสารสนเทศ เพื่อยกระดับการผลิต ลดต้นทุน และตอบโจทย์ความยั่งยืน พร้อมระบุประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการต่อยอดเทคโนโลยีทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในอนาคต เตรียมเดินหน้าเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ภาคธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ


นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในยุคเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ท่ามกลางความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหารและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาคการเกษตรได้เปลี่ยนผ่านจากภาคการผลิตพื้นฐานไปสู่ “อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเชิงลึก” (Deep Tech Agriculture) โดยในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา มีเทคโนโลยีทางการเกษตรได้รับการพัฒนากว่า 8 แสนรายการ และมีสิทธิบัตรสูงถึง 1.17 ล้านฉบับ ซึ่งกว่าร้อยละ 80 เป็นสิทธิบัตรด้านเครื่องมือและเครื่องจักร แนวโน้มสำคัญคือการผสานองค์ความรู้หลากหลายสาขา ทั้งการใช้เครื่องจักรเฉพาะทาง (Modern Agriculture) ระบบตรวจวัดและเซนเซอร์ (Precision Agriculture) การใช้ข้อมูลเพื่อช่วยตัดสินใจ (Smart Agriculture) และการปรับปรุงพันธุ์ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech Agriculture) โดยผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก ได้แก่ ประเทศจีน ซึ่งถือครองสิทธิบัตรสูงสุดถึงร้อยละ 49.1 ตามด้วยสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเยอรมนี ขณะที่ประเทศอินเดียและจีนเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตของการจดสิทธิบัตรสูงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงตลาดเทคโนโลยีที่ยังเปิดกว้างสำหรับผู้เล่นรายใหม่


อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมถึงทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีกลุ่มย่อยว่า แบ่งเป็นสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือการพัฒนาระบบหรือเครื่องมือเฉพาะทาง นำโดยผู้เล่นอย่าง Iseki, Kubota และ Mitsubishi Mach ซึ่งมุ่งเน้นนวัตกรรมที่น่าสนใจ เช่น เทคโนโลยีควบคุมระบบโรงเรือนแบบประหยัดพลังงาน และการสร้างโพรไบโอติกสำหรับปศุสัตว์ให้ได้สัดส่วนเนื้อมากขึ้น กลุ่มที่สองคือการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ นำโดยบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Microsoft, IBM และ Google ซึ่งเน้นการรวบรวมข้อมูลดิน ภูมิอากาศ ปริมาณน้ำ และความต้องการของตลาด มาประมวลผลเพื่อแนะนำเกษตรกรและช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้ได้สูงสุด


สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย พบว่ามีจุดแข็งด้านความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ข้อมูลคำขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรด้านเกษตรกรรมในไทยช่วง 5 ปีหลัง (พ.ศ. 2564 – 2568) มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 2,806 คำขอ แบ่งเป็นสิทธิบัตร 1,607 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 1,199 คำขอ โดยมุ่งเน้นการนำข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้บริหารจัดการ หมวดเทคโนโลยีที่มีการยื่นคำขอสูงสุดได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลพืช เทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์ เครื่องมือเตรียมดิน เทคโนโลยีการเก็บเกี่ยว และเทคโนโลยีการเพาะปลูก ทั้งนี้ สัดส่วนผู้ยื่นคำขอเป็นชาวต่างชาติร้อยละ 51.17 นำโดย คูโบต้า คอร์เปอเรชั่น, ซินเจนต้า ครอป โพรเท็คชั่น เอจี และ ยูพีแอล ลิมิเต็ด ขณะที่ผู้ยื่นชาวไทยมีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ร้อยละ 48.82 นำโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยบูรพา สถิตินี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยและตอกย้ำว่าไทยเป็นตลาดเทคโนโลยีเกษตรที่สำคัญระดับโลก


เพื่อการก้าวสู่อนาคต กรมทรัพย์สินทางปัญญามองว่าแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีของไทยควรมุ่งเน้นการต่อยอดและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับบริบทประเทศ มากกว่าการมุ่งวิจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว การบูรณาการข้อมูลดาวเทียม เทคโนโลยีชีวภาพ และระบบปลูกพืชที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตรไทยได้อย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม การผลักดันเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ต้องอาศัยการขยายผลในวงกว้าง การเข้าถึงเทคโนโลยี ความคุ้มค่า และการส่งเสริมภาคบริการที่ทำหน้าที่ผู้บูรณาการเทคโนโลยี เพื่อเชื่อมโยงผู้พัฒนากับตลาดจริง กรมฯ จึงเตรียมจัดงานมหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP Fair ในเดือนสิงหาคมศกนี้ เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการจับคู่ธุรกิจ เชื่อมโยงผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยีการเกษตร สุขภาพ และอาหาร สู่การขยายผลในเชิงพาณิชย์ มุ่งเป้าผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมเกษตรของภูมิภาค และยกระดับภาคเกษตรไทยให้แข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน



