สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม เกี่ยวกับอดีตสายลับจากรัสเซียซึ่งมีชื่อว่า ดมิทรี เซนิน วัย 47 ปี เขาเคยเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยความมั่นคงแห่งรัฐของรัสเซีย (FSB) แต่แล้วจู่ๆ เขาก็ถูกทางทำเนียบเครมลินกล่าวหาว่าเป็นคนทรยศ หลังจากที่เขาเริ่มสืบสวนคดีที่อาจเกี่ยวพันกับการทุจริตของตำรวจนายหนึ่งย้อนกลับไปเมื่อปี 2560
เซนิน ซึ่งในขณะนั้นถือครองเอกสารสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลความมั่นคงระดับสูงสุดของรัสเซีย กล่าวว่าเขาใช้เวลาหลายปีในการพยายามล้างมลทินให้ตัวเอง ก่อนที่จะเริ่มวางแผนหลบหนีอย่างจริงจังเมื่อกองทัพของปูตินเปิดฉากบุกยูเครนในช่วงต้นปี 2565
เซนินอ้างว่า ด้วยความช่วยเหลือจากเครือข่ายลักลอบขนของเถื่อนและผู้ติดต่อที่ไว้ใจได้ เขาจัดการสวมหน้ากากกันแก๊สพิษและชุดยาง แล้วมุดเข้าไปในซากของวัวตัวหนึ่งใกล้กับชายแดนประเทศคาซัคสถาน และเพื่อให้รัดกุมยิ่งขึ้น เขายังใช้ฟอยล์อะลูมิเนียมห่อหุ้มตัวเองเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้กล้องตรวจจับความร้อนตรวจพบ
จากนั้น กลุ่มคนลักลอบขนของเถื่อนที่ปลอมตัวเป็นเกษตรกรได้ยกซากวัวตัวนั้นขึ้นรถแทรกเตอร์ แล้วขับพาเซนินข้ามชายแดนไป ก่อนจะนำซากวัวไปทิ้งไว้ในบริเวณที่รู้กันดีว่าเป็น “สุสานสัตว์”
“ผมแค่ต้องการให้พวกเขาพาร่างของผมข้ามผ่านชายแดนคาซัคสถานไปให้ได้ก็พอ” เซนินกล่าว
หลังจากนั้น เขายังคงซ่อนตัวอยู่ภายในซากวัวต่ออีกประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้แน่ใจว่าทหารยามชายแดนจะไม่ทันสังเกตเห็นเขา
“ผมเป็นทหาร” เขากล่าว “ความกลัวคืออารมณ์ที่คุณต้องควบคุมมันให้ได้ ผมได้ประเมินความเสี่ยงแล้ว และผมรู้ดีว่าจะไม่มีใครระดมยิงปืนใส่ซากวัวอย่างแน่นอน”
เซนินอ้างว่า เขาใช้เวลาเตรียมแผนการหลบหนีนี้นานร่วม 2 เดือน พร้อมเสริมว่าเขาจงใจเลือกช่วงเวลากลางฤดูหนาวที่หนาวเหน็บ เพื่อไม่ให้มีฝูงหนอนเข้ามาชอนไชซากวัวที่กำลังเน่าเปื่อย
ในท้ายที่สุด เซนินกล่าวว่าเขาได้คลานออกมาจากซากวัวและวิ่งหนีไปยังจุดนัดพบที่เตรียมไว้ล่วงหน้า ซึ่งที่นั่นมีอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเคจีบีที่เกษียณอายุแล้วคอยช่วยเหลือในการพาเขาหลบหนีต่อไปยังประเทศมอนเตเนโกร
“ผมไม่ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยข่าวกรองต่างชาติ ไม่มีเส้นทางที่วางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ และมีเพียงกระเป๋าที่บรรจุสิ่งของจำเป็นพื้นฐานส่วนตัวเท่านั้น” เขากล่าวถึงแผนการหลบหนีอันบ้าบิ่นของตนเอง
“ผมก้าวเข้าสู่เส้นทางของคนที่อยู่นอกกฎหมาย แต่มันเป็นการตัดสินใจของคนที่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้วว่า หากยอมอยู่ต่อก็คือคุก และหลังจากนั้นก็คือความตาย”
ที่มา : nypost.com
เครดิตภาพ : YouTube / The Telegraph



