เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เขตจตุจักร สำรวจผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อประชาชนหลากหลายอาชีพ หนึ่งในนั้นยังมีกลุ่มงานก่อสร้างที่ต้องแบกรับต้นทุนการขนส่งและปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องจักรหนัก

นายภูดิศ (สงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี อาชีพวิศวกรสนาม (Site Engineer) ควบคุมงานโยธา เปิดเผยถึงความเดือดร้อนกับผู้สื่อข่าวขณะปฏิบัติงานว่า ขณะนี้ได้รับผลกระทบหลายด้าน โดยเฉพาะต้นทุนวัสดุอุปกรณ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามค่าขนส่ง ซึ่งจากเดิมเคยคำนวณราคาน้ำมันเบสไว้ที่ระดับ 29-30 บาท แต่ปัจจุบันราคากลับดีดตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนในพื้นที่ ทำให้การบริหารจัดการหน้างานเป็นไปด้วยความยากลำบาก

ในส่วนของเครื่องจักรหนัก เช่น รถแบ๊กโฮ นายภูดิศ ระบุว่า มีข้อจำกัดในการเติมน้ำมันมากขึ้น เนื่องจากไม่สามารถนำแกลลอนไปซื้อน้ำมันมาเติมเองได้ แต่ต้องนำเครื่องจักรไปเติมตามปั๊มน้ำมันคู่สัญญาที่มีข้อตกลงกันไว้เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันน้ำมันหาเติมยากขึ้นและมีปริมาณไม่เพียงพอ จากปกติเครื่องจักรทำงานได้ 6-7 ชั่วโมง กลับต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นเท่าตัวเพราะต้องรอหรือหาแหล่งเติมน้ำมันอื่นมาทดแทน เพื่อให้งานก่อสร้างดำเนินต่อไปได้ไม่หยุดชะงัก

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อต้นทุนอย่างเห็นได้ชัด โดยนายภูดิศยกตัวอย่างค่าขนส่งขยะทิ้ง จากเดิมราคาเที่ยวละ 800-900 บาท ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 1,000-1,200 บาท นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อแผนการทำงาน จากเดิมที่กำหนดเคลียร์วัสดุหน้างานให้เสร็จภายใน 1-2 วัน ต้องเลื่อนออกไปเป็น 3-4 วัน เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน ทำให้เสียระบบการทำงานและระยะเวลาที่วางแผนไว้

“ถ้าสถานการณ์ยังลากยาวในระยะหลัง ย่อมส่งผลกระทบต่อค่าแรงคนงานอย่างแน่นอน เพราะต้นทุนทุกอย่างปรับขึ้นหมดแต่ไม่เคยปรับลง” นายภูดิศ กล่าว

ทั้งนี้ นายภูดิศได้ฝากความหวังไปยังรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยขอให้เร่งเข้ามาดูแลช่วยเหลือประชาชนและแก้ไขปัญหาต้นทุนพลังงาน เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด.