หลายประเทศในเอเชียกำลังเผชิญภาวะวิกฤตพลังงานจากภาวะสงคราม ราคาสินค้า ค่าไฟค่าเดินทางต่างๆจะปรับตัวขึ้นลามมาจากฐานน้ำมัน กระทบกับปากท้องและชีวิตความเป็นอยู่ ระหว่างที่หลายคนกำลังสาละวนวิ่งวุ่นหาปั๊มเติมน้ำมัน ฤดูร้อนปีนี้คาดการณ์ว่าจะเกิด ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Niño) และจะขยับเป็น“ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño)
นั่นหมายความ เอลนีโญ ที่รับรู้ว่าร้อนและแห้งแล้งจะยกระดับขึ้น โดยดูจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยอย่างรุนแรง (เกิน 1.5 ถึง 2 องศาเซลเซียส) เราจึงจะก้าวเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño)คาดว่าจะเริ่มปรากฏชัดเจนเดือนพ.ค.จะนำมาซึ่งความแปรปรวนของสภาพอากาศที่รุนแรงและยาวนานกว่าปกติ สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน วิกฤตนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของลมฟ้าอากาศ แต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และวิถีชีวิต

ข้อมูลจากเฟซบุ๊ค รศ.ดร.เสรีศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ม.รังสิตระบุว่ างานวิจัยล่าสุดจาก Scientific Report บ่งชี้ว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ร้อน และได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในโลก โดยไทยติดอยู่ใน 3 อันดับ ไทย กัมพูชา และเมียนม่า เป็นประเทศที่ร้อนที่สุด โดยคาดการณ์ว่าจะมีอุณหภูมิกระเปาะเปียก (Wet bulb Temperature) สูงกว่า 30°C ซึ่งเริ่มเป็นอันตรายต่อชีวิต โดยหากแตะ 35°C คือขีดจำกัดทางสรีรวิทยา ซึ่งแม้อยู่ในที่ร่ม ร่างกายก็ไม่สามารถระบายความร้อนได้ อาจเสียชีวิตภายในไม่กี่ชั่วโมง

ดังนั้นการทำให้ประเทศเย็นลงโดยธรรมชาติจึงต้องมีนโยบายเร่งด่วนออกมา โดยเฉพาะในเมืองซึ่งมีแต่ป่าคอนกรีต !!!ใกล้ถึงวันสงกรานต์ปีนี้ สภาพอากาศจะร้อนในตอนบ่าย อุณหภูมิโดยเฉลี่ยจะสูงกว่าปกติประมาณ 0.5°C (เทียบกับช่วงสงกรานต์ปี 2567 ทีอุณหภูมิสูงกว่าปกติประมาณ 1-2°C) โลกกำลังอยู่ในภาวะสงครามตะวันออกกลาง ค่าน้ำมัน ค่าครองชีพ อาหารการกินสูงขึ้นแน่
จำลองภาพหากซูเปอร์เอลนีโญ ประเทศไทยและอาเซียนจะเป็นอย่างไร ก่อนอื่นต้องยอมรับก่อนว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เป็นหนึ่งในจุดเปราะบางที่สุดเมื่อเกิดซูเปอร์เอลนีโญ ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนมีดังนี้ วิกฤตภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำ ปริมาณฝนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ฝนทิ้งช่วงยาวนาน แหล่งน้ำธรรมชาติและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จะมีปริมาณน้ำกักเก็บลดลง กระทบโดยตรงต่อน้ำอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรม

ผลกระทบด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก จะเผชิญปัญหาผลผลิตตกต่ำ (เช่น ข้าว น้ำตาล ปาล์มน้ำมัน) ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะสินค้าเกษตรขาดตลาดและราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก
ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันข้ามพรมแดน (PM2.5) อากาศที่แห้งและร้อนจัดเป็นตัวเร่งให้เกิดไฟป่าได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าพรุของอินโดนีเซียและพื้นที่การเกษตรในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะทำให้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนทวีความรุนแรง กระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั้งภูมิภาค
คลื่นความร้อน (Heatwave) อุณหภูมิที่พุ่งสูงทำลายสถิติส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้า (เพื่อทำความเย็น) พุ่งสูงจนอาจเกิดความไม่มั่นคงทางพลังงาน
ดังนั้นแผนการรับมือ การเตรียมพร้อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการลดความสูญเสีย
1.การบริหารจัดการน้ำเชิงรุก รณรงค์ให้ทุกภาคส่วนประหยัดน้ำ กักเก็บน้ำในช่วงที่มีฝนตกลงมาให้ได้มากที่สุด และจัดสรรน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการหาแหล่งน้ำสำรอง
2.การปรับตัวภาคการเกษตร ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือพืชอายุสั้น เลื่อนเวลาการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับคาดการณ์ปริมาณฝน และการทำประกันภัยพืชผล
3.ความร่วมมือระดับภูมิภาค (ASEAN) บังคับใช้และยกระดับข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนอย่างจริงจัง เพื่อควบคุมการเผาในที่โล่งและไฟป่า 4.การเฝ้าระวังด้านสาธารณสุข เตรียมระบบสาธารณสุขให้พร้อมรับมือกับโรคที่มากับความร้อน (Heatstroke) และโรคระบบทางเดินหายใจจาก PM2.5

อย่างไรก็ตามในยุคที่ข้อมูลคืออาวุธสำคัญที่สุด สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการตั้งรับกัววิกฤติสภาพอากาศปรวนแปรที่รุนแรงได้ GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ (องค์กรมหาชน) ได้ใช้เทคโนโลยีอวกาศเพื่อสนับสนุนการใช้งานและประยุกต์ใช้ในภารกิจต่างๆของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การติดตามสถานการณ์น้ำ (Water Monitoring) ใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม (เช่น ดาวเทียม THEOS-2) เพื่อประเมินพื้นที่ผิวน้ำทั่วประเทศแบบ near real-time ทำให้รู้ว่าอ่างเก็บน้ำหรือแหล่งน้ำธรรมชาติใดกำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤต เพื่อวางแผนระบายหรือจัดสรรน้ำได้อย่างแม่นยำ
ประเมินความเสียหายและสุขภาพพืชพรรณ (Agricultural Assessment) ข้อมูลภูมิสารสนเทศสามารถวิเคราะห์ “ดัชนีความเขียวของพืช” หากพื้นที่ใดเริ่มมีสัญญาณความแห้งแล้ง สามารถส่งข้อมูลเตือนภัยให้หน่วยงานเกษตรเข้าไปช่วยเหลือ หรือแนะนำการปรับเปลี่ยนพืชล่วงหน้าก่อนที่ผลผลิตจะตายยืนต้น
การตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot Detection) ดาวเทียมสามารถตรวจจับจุดความร้อนที่เกิดจากไฟป่าหรือการเผาทางการเกษตรได้อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่ในไทยแต่คลุมทั้งอาเซียน ข้อมูลนี้ถูกนำไปใช้ในการสั่งการควบคุมและดับไฟป่า รวมถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ฝุ่นควัน (สามารถติดตามข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันอย่าง “เช็คฝุ่น”)
สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย (Data-Driven Policy) GISTDA ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหมด จัดทำเป็นแผนที่เสี่ยงภัยแล้ง เพื่อให้คณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานบริหารจัดการน้ำ ใช้ตัดสินใจประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยและอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือได้อย่างมีหลักฐานอ้างอิง
คงต้องใช้คำเมื่อสมัยการแพร่ระบาดโควิดอีกครั้งว่า “เราจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน”
ข้อมูลส่วนหนึ่งจากเฟซบุ๊ค GISTDA



