วิกฤตราคาน้ำมันโลกในปี 2569 ที่เกิดจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ที่ส่งผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก เมื่ออุปทานหายไปจำนวนมากในเวลาอันสั้น ราคาน้ำมันจึงพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีแนวโน้มขยับขึ้นต่อหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบแค่ราคาพลังงาน แต่ยังลามไปถึงเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพทั่วโลก ทำให้แต่ละประเทศต้องเร่งปรับมาตรการตามข้อจำกัดของตัวเอง บางประเทศใช้กลไกตลาด บางประเทศคุมราคา และบางประเทศเร่งเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานไปพร้อมกัน

สหรัฐฯ: ใช้คลังสำรองเป็นกันชนตลาด

สหรัฐอเมริกา รับมือด้วยการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) จำนวนมากเข้าสู่ตลาด เพื่อชดเชยอุปทานที่หายไปจากตะวันออกกลาง มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นการจงใจกดราคาโดยตรง แต่เป็นการเพิ่มปริมาณน้ำมันในระบบ เพื่อลดแรงตื่นตระหนกของตลาดและชะลอการปรับขึ้นของราคาในระยะสั้น ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังใช้การทูตพลังงาน ประสานพันธมิตรให้ร่วมปล่อยน้ำมันสำรองและดูแลเส้นทางขนส่งอีกด้วย

เยอรมนี: แก้ที่พฤติกรรมการใช้มากกว่าราคา

เยอรมนีเลือกใช้แนวทางที่ต่างออกไป โดยมองว่าปัญหาไม่ได้มีแค่เรื่องราคาน้ำมัน แต่ยังมีเรื่องของการพึ่งพาน้ำมันสูง รัฐบาลจึงขยายระบบขนส่งสาธารณะราคาประหยัดทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกแทนการใช้รถส่วนตัว ควบคู่ไปกับการลดภาษีเชื้อเพลิงชั่วคราว และช่วยค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ครัวเรือน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือความต้องการใช้น้ำมันลดลงจริง

ญี่ปุ่น: อุดหนุนเป็นระบบ-มีฐานสำรองรองรับ

ญี่ปุ่น ใช้นโยบายอุดหนุนราคาผ่านผู้ค้าส่ง โดยรัฐเข้าไปชดเชยต้นทุนให้โรงกลั่นและผู้ค้าส่ง เพื่อดึงราคาหน้าปั๊มลงมาโดยตรง ซึ่งสิ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นทำแบบนี้ได้ คือมีคลังสำรองน้ำมันขนาดใหญ่ระดับโลก ทำให้สามารถรับภาระได้โดยไม่กระทบเสถียรภาพมากนัก ขณะเดียวกัน ยังลดความเสี่ยงระยะยาวด้วยการกระจายแหล่งนำเข้าและเพิ่มพลังงานทางเลือก เช่น นิวเคลียร์และโซลาร์ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในระบบเศรษฐกิจ

จีน: คุมราคาอย่างมีกรอบ-ลดการพึ่งพาน้ำมัน

จีน ใช้ระบบควบคุมราคาที่ชัดเจน โดยกำหนดกรอบการปรับราคาเป็นรอบ และมีเพดานไม่ให้ราคาพุ่งเกินระดับที่กระทบเศรษฐกิจ พร้อมเร่งลดความต้องการใช้น้ำมันผ่านการผลักดันรถยนต์ไฟฟ้า ส่งผลให้ โครงสร้างเศรษฐกิจเริ่มพึ่งพาน้ำมันน้อยลง ทำให้ผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกลดลงในระยะยาว

เวียดนาม: นโยบายเร็ว ตัดต้นทุนทันที

เวียดนาม มีความคล่องตัวเชิงนโยบาย โดยลดภาษีนำเข้าน้ำมันเหลือ 0% ทันที เพื่อลดต้นทุนทั้งระบบ พร้อมใช้กองทุนพยุงราคาเพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกปรับขึ้นมากเกินไป และเร่งใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อลดการนำเข้า ซึ่งชี้ให้เห็นว่าจุดเด่นคือตัดสินใจเร็ว ทำให้ควบคุมผลกระทบได้ตั้งแต่ต้นทาง ก่อนจะลามไปทั้งระบบ

ไทย: ตรึงราคาได้ แต่เริ่มเจอข้อจำกัด

ไทย ใช้กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือหลักในการตรึงราคาดีเซล เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง แต่เมื่อราคาน้ำมันอยู่ในระดับที่สูงต่อเนื่อง ภาระอุดหนุนก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกองทุนเริ่มตึงตัว และแม้รัฐจะพยายามปรับตัว เช่น เพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล และรณรงค์ประหยัดพลังงาน อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงพึ่งพาน้ำมันนำเข้าสูง ทำให้เมื่อราคาน้ำมันโลกขยับเมื่อไร ก็ได้รับผลกระทบทันที

บังกลาเทศ: คุมเข้มการใช้ เพื่อรักษาเสถียรภาพ

บังกลาเทศ เลือกใช้มาตรการควบคุมการใช้น้ำมันโดยตรง เช่น จำกัดปริมาณการขาย เพื่อลดการกักตุนและควบคุมอุปสงค์ พร้อมปรับการใช้พลังงานไปเน้นไฟฟ้ามากขึ้น และเร่งลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อสร้างทางเลือกในระยะยาว

ปากีสถาน: แก้ทั้งระบบ ลดทั้งโครงสร้างและพฤติกรรม

ปากีสถาน ใช้โอกาสวิกฤตเร่งปฏิรูปโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าในระยะยาว ส่วนในระยะสั้น ยังใช้มาตรการลดวันทำงาน เพื่อลดการเดินทางและการใช้น้ำมัน เป็นการจัดการทั้งฝั่งโครงสร้างและพฤติกรรมไปพร้อมกัน

เคนยา: พลังงานสะอาด คือเกราะกันวิกฤต

เคนยา ถือประเทศที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อย เพราะมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูง โดยเฉพาะพลังงานความร้อนใต้พิภพ โดยโครงสร้างพลังงานเช่นนี้จะช่วยให้ต้นทุนพลังงานในประเทศไม่ผันผวนตามราคาน้ำมันโลกมากนัก ทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพกว่าในช่วงวิกฤต

เมื่อมองภาพรวมจะเห็นว่าแม้แต่ละประเทศจะใช้มาตรการที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือการพยุงราคาในระยะสั้น การลดการใช้น้ำมัน และการเร่งใช้พลังงานทางเลือก