เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ที่ถนนสายมหาสารคาม กลมไสย ต.เกิ้ง อ.เมือง พ่อค้าแม่ค้ากำลังทอดกล้วยทอดที่มีน้ำมันเต็มกระทะ ซึ่งร้านนี้ไม่ใช้นำมันทอดซ้ำทำให้เป็นที่รู้จักดี มีลูกค้าแวะเวียนมาซื้อย่างไม่ขาดสายปัจจุบันหลังเกิดภาวะสงคราม ส่งผลให้วัตถุดิบปรับตัวขึ้นสูง อีกทั้งน้ำเติมน้ำมันรถยังไม่มีจะให้เติม ต้องเร่งรีบไปต่อคิว ถึงแม้ว่าวัตถุดิบเพิ่มขึ้นสูงแต่ก็ยังขายราคาเดิม เพราะเห็นใจลูกค้า

นางสาวธนพร ยินดี แม่ค้ากล้วยทอดในพื้นที่ อ.เมือง จ.มหาสารคาม  เปิดเผยว่า ที่ร้านตนนั้นขายกล้วยทอด มันทอด สับปะรดทอด  ปัจจุบันวัตถุดิบหลายชนิดปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันพืช มัน กล้วย รวมถึงวัตถุดิบอื่น ๆ แทบทุกอย่างล้วนมีราคาสูงขึ้น แต่ทางร้านยังจำเป็นต้องขายในราคาเดิม เนื่องจากเกรงว่าหากปรับราคาขึ้นจะทำให้ลูกค้าลดลง และกระทบต่อรายได้โดยตรง

โดยเฉพาะ “เผือกทอด” ที่เคยเป็นหนึ่งในสินค้าขายดี ขณะนี้ต้องหยุดขายไปก่อน เนื่องจากราคาเผือกพุ่งสูงตั้งแต่ช่วงเทศกาลกินเจที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ประมาณถุงละ 700 บาท และยังไม่มีแนวโน้มปรับลดลง ทำให้ไม่คุ้มทุนในการนำมาจำหน่าย

แม่ค้ารายดังกล่าวระบุว่า จำเป็นต้องปรับตัวด้วยการเลือกใช้วัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำลง เพื่อให้ยังสามารถขายสินค้าในราคาที่ลูกค้าเข้าถึงได้ เพราะหากลดปริมาณสินค้า หรือปรับราคาสูงขึ้น ก็มีความเสี่ยงที่จะเสียลูกค้า ในส่วนของต้นทุนหลักอย่างน้ำมันพืช ปัจจุบันใช้น้ำมันปาล์มวันละประมาณ 6 ขวด โดยเลือกซื้อจากยี่ห้อที่มีราคาถูกที่สุดในแต่ละช่วง เพื่อช่วยประหยัดต้นทุน ซึ่งราคาน้ำมันปาล์มขณะนี้อยู่ที่ประมาณขวดละ 47–48 บาทในห้างสรรพสินค้า และประมาณ 50 บาทในตลาดทั่วไป อีกทั้งยังมีการจำกัดการซื้อในห้างไม่เกิน 3 ขวดต่อครัวเรือน ทำให้ต้องวางแผนการซื้ออย่างรอบคอบ

แม่ค้ากล่าวอีกว่า หากราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจไม่สามารถประคองธุรกิจต่อไปได้ และอาจต้องหยุดขายกล้วยทอด พร้อมมองหาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ ปัจจุบัน นอกจากขายกล้วยทอดในช่วงเช้าแล้ว ช่วงบ่ายยังต้องออกไปขายผัดไทยและผัดซีอิ๊วตามตลาดนัด โดยตระเวนขายประมาณ 3–4 แห่งต่อสัปดาห์ เพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม แม้จะทำงานหนักมากขึ้น แต่รายได้สุทธิกลับลดลง จากเดิมที่เคยมีรายได้วันละประมาณ 700–800 บาท เหลือเพียง 300–400 บาทเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ยังประสบปัญหาการหาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะช่วงเย็นที่ปั๊มน้ำมันส่วนใหญ่ปิดให้บริการ หากต้องการเติมต้องไปในช่วงเช้า และยังมีการจำกัดการเติมเพียง 500–1,000 บาทต่อครั้ง แม่ค้าจึงเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาดูแลราคาน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญด้านการขนส่ง หากสามารถควบคุมราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ และทำให้ค่าครองชีพของประชาชนลดลงตามไปด้วย