นายกรวัฒน์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้ง อะมิตี้ เปิดเผยว่า อะมิตี้ เป็นกลุ่มบริษัทซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี AI ที่ก่อตั้งในประเทศไทย โดยมีศูนย์วิจัยและปฏิบัติการด้าน เอไอ สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจในยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ล่าสุด ได้ประสความสำเร็จในการระดมทุนรอบซีรีย์ ดี ด้วยมูลค่ารวม 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.2 พันล้านบาท ซึ่งสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใตี้ โดยจะนำไปเร่งการพัฒนา เวอร์ติคัล เอไอ หรือปัญญาประดิษฐ์สำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน และ เอเจนติก เอไอ หรือ เอไอผู้ช่วยส่วนบุคคล อย่างเต็มรูปแบบ และการซื้อกิจการบริษัทซอฟต์แวร์ที่มีศักยภาพในต่างประเทศ และ การดึงบุคลากรด้านเอไอระดับโลกมาร่วมงาน รวมถึงการขยายและพัฒนาศูนย์วิจัยฯ ควบคู่กับการเร่งขยายตัวในสองภูมิภาคหลัก ได้แก่ ยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“บริษัทเน้นการให้บริการเอไอกับองค์กรธุรกิจ ไม่ได้ให้บริการในกลุ่มให้ผู้บริโภค โดยโพกัสในตลาดยุโรปและอาเซียน ในปี 68 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้แตะระดับ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.2 พันล้านบาท เป็นครั้งแรก เติบโตขึ้นกว่า 10 เท่าเมื่อเทียบกับปี 65 และกว่า 75% ของ กำไรในปี 68 มาจากในยุโรป สะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจและการเติบโตในระดับสากลได้อย่างชัดเจน สำหรับในปี 69 นี้ ตั้งเป้าหมายรายได้เกิน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6.4 พันล้านบาท โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากตลาดยุโรปและอาเซียน โดยในยุโรป เป็นบริษัทขนาดกลางขึ้นไป และโรงพยาบาลกว่า 100 แห่ง ”

นายกรวัฒน์ กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น กำลังพิจารณาทั้งในตลาดหุ้นของสิงคโปร ฮ่องกง และไทย แต่ยังไม่ได้กำหนดเวลาที่ชัดเจนกำลังดูองค์ประกอบต่างๆ และช่วงเวลาที่เหมาะสม ส่วนในเรื่องที่หลายฝ่ายเกรงว่าจะเกิดฟองสบู่ในอุตสาหกรรมเอไอ นั้น มองว่ายังไม่ใช่ เนื่องจากบริษัทที่พัฒนาเอไอที่เติบโตนและมีรายได้เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด เกิดจากการใช้งาน คนยอมจ่ายซื้อเพื่อใช้งาน แตกต่าง จากยุคฟองสบู่ดอทคอม ที่มีการเกร็งกำไรหุ้นที่เกินจริง
ด้าน นายทัชพล ไกรสิงขร ประธานศูนย์วิจัยและการประยุกต์ใช้ด้าน เอไอ กรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง อะมิตี้ กล่าวว่า เงินทุนที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ ส่วนหนึ่งจะนำไปลงทุนในศูนย์วิจัยและการประยุกต์ใช้เอไอ เพื่อที่ตอบโจทย์เฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและโทรคมนาคมเป็นสำคัญ พร้อมกันนี้ ยังจะเร่งการพัฒนา เอเจนติก เอไอ ได้แก่ อะมิตี้ แอคเซนทิกซ์ ผู้ให้บริการโซลูชันด้าน วอยซ์เอไอ, โทลล์ริง ผู้ให้บริการระบบวิเคราะห์การสื่อสาร, อะมิตี้ โซลูชั่นส์ ผู้ให้บริการโซลูชัน เอเจนติก เอไอ , เอ้ก ดิจิทัล ผู้ให้บริการระบบวิเคราะด้านค้าปลีกและการตลาด, และอะมิตี้-นอร์ดสตาร์ ผู้ให้บริการด้าน Unified Communications แนวทางดังกล่าวสะท้อนจุดแข็งด้าน AI ของอะมิตี้ที่เชื่อมโยงและทำงานร่วมกันเป็น Integrated Ecosystem

โดยผสานเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเองเข้ากับการใช้งานจริงได้อย่างครบวงจร ภายใต้แนวทาง “จากงานวิจัยสู่การสร้างรายได้ (Research-to-Revenue)” ซึ่งเข้ามาช่วยปลดล็อกความท้าทายในด่านสุดท้ายของการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้จริง (Last-Mile Adoption) ในระดับองค์กร ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้หลายโครงการ AI ไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้อย่างยั่งยืน
นายเคง เถ็ก ก๋วย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อะมิตี้ กล่าวว่า “การระดมทุน Series D ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากบริษัทเทคสตาร์ทอัปไปสู่ช่วง Growth & Scale อย่างเต็มรูปแบบ และเป็นเงินทุนสำคัญเพื่อรองรับการขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ รวมถึงศูนย์ ARAC ที่สิงคโปร์ที่มีขีดความสามารถระดับแนวหน้า ตลอดจนการเข้าซื้อกิจการและแผนสร้างการเติบโตอื่น ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการเป็นบริษัทเทคโนโลยีเพื่อลูกค้าองค์กรระดับโลกที่มีรากฐานจากประเทศไทย เราจะจัดสรรเงินลงทุนด้วยความมีวินัยและโปร่งใส โดยมุ่งเน้นการลงทุนที่สร้างผลลัพธ์เชิงธุรกิจที่ชัดเจน ตลอดจนรายได้ที่ยั่งยืน และความได้เปรียบทางเทคโนโลยี พร้อมกับกับการดึงดูดบุคลากรระดับโลก เพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า และพนักงาน”



