เมื่อเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาล หลายคนมักประสบปัญหามีอาการง่วงเหงาหาวนอนผิดปกติ แม้จะนอนเร็ว แต่ตอนกลางวันก็ยังอ่อนเพลีย กาแฟก็เอาไม่อยู่ รายงานล่าสุดจากแผนกโภชนาการ โรงพยาบาลแม่และเด็กหนานจิง โดยผู้อำนวยการ ไต้ หย่งเหมย เปิดเผยว่า สาเหตุที่แท้จริงอาจไม่ได้มาจากความล้าเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ร่างกายปรับตัวไม่ทัน กับการไหลเวียนโลหิตที่เร็วขึ้นหลังฤดูกาลเปลี่ยน ประกอบกับ “พฤติกรรมการกินที่ผิดวิธี” ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดผันผวน จนสมองขาดออกซิเจนชั่วคราว

แนวทางการแก้ไขที่ยั่งยืนที่สุด คือการใช้หลัก “โภชนบำบัด” เพื่อกู้คืนพลังงาน ผู้อำนวยการไต้ให้คำแนะนำเชิงลึกในการปรับเปลี่ยนมื้ออาหารเพื่อทำลายวงจรความง่วงไว้ 5 ประการ เริ่มจากการปรับเปลี่ยนประเภทของคาร์โบไฮเดรต ลดทานแป้งขัดขาว เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว หรือหมั่นโถว ซึ่งเป็นตัวการทำให้ระดับน้ำตาลพุ่งสูงและดิ่งลงอย่างรวดเร็ว จนทำให้หนังตาหนักหลังมื้ออาหาร แนะนำให้ใช้ธัญพืชไม่ขัดสีอย่าง ข้าวโอ๊ต ข้าวกล้อง หรือ มันเทศ เข้ามาทดแทนอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของมื้ออาหาร เพื่อรักษาระดับน้ำตาล และให้พลังงานที่ต่อเนื่องยาวนาน

นอกจากเรื่องแป้งแล้ว การเพิ่ม “โปรตีนคุณภาพสูง” ถือเป็นกุญแจสำคัญในการปลุกความตื่นตัวของร่างกาย โปรตีนจากไข่ นม เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เปรียบเสมือนน้ำมันเชื้อเพลิงชั้นดี ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานและลดความเหนื่อยล้า โดยเฉพาะในมื้อเช้าและมื้อกลางวัน ที่ควรมีสัดส่วนโปรตีนที่เพียงพอ เพื่อความกระปรี้กระเปร่าตลอดทั้งวัน ควบคู่ไปกับการเพิ่มปริมาณผักและผลไม้สด โดยเฉพาะกลุ่มที่มี “โพแทสเซียม” สูง เช่น ผักโขม บรอกโคลี และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เนื่องจากภาวะขาดโพแทสเซียมในช่วงฤดูใบไม้ผลิเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง และระบบเผาผลาญทำงานช้าลง

ส่วนข้อห้ามเพื่อหลีกเลี่ยงอาการ “ยิ่งกินยิ่งง่วง” ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำให้ลดอาหารที่มีไขมันสูง และของหวานจัด เช่น ของทอด เค้ก หรือชานม เนื่องจากอาหารเหล่านี้ย่อยยาก ร่างกายจึงต้องดึงเลือดและออกซิเจนไปใช้ในระบบย่อยอาหารเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ออกซิเจนที่ไปเลี้ยงสมองลดลงจนเกิดอาการมึนงง สุดท้ายคือเรื่องของการเติมน้ำให้ร่างกาย เนื่องจากอากาศที่เริ่มแห้ง อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ จนนำไปสู่อาการปวดหัวและอ่อนเพลีย การดื่มน้ำอุ่นให้ได้วันละ 1.5-2 ลิตร หรือการจิบชาอ่อน ๆ และกาแฟดำในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยกระตุ้นระบบเมตาบอลิซึมให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้อำนวยการไต้ หย่งเหมย สรุปทิ้งท้ายว่า การมีสุขภาพที่แข็งแรง ร่างกายเปี่ยมด้วยพลังงานในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารกระตุ้นเสมอไป เพียงแค่ใส่ใจกับการเลือกรับประทานอาหารที่สมดุล ร่วมกับการออกกำลังกายที่เหมาะสม ร่างกายก็จะสามารถปรับตัวและกลับมาสดชื่นได้ด้วยกลไกธรรมชาติ

ที่มาและภาพ : sohu, freepik