ข้างต้นนี้สะท้อนความรู้สึกที่ตรงกัน หลัง“ทีมข่าวอาชญากรรม”ลงพื้นที่สอบถามผู้เห็นเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ถล่มลงมาหลังแผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มี.ค.68  ซากปรักหักพังสามารถเก็บกู้ออกไปได้ แต่ร่องรอยที่ยังเหลือไว้ คือความเงียบเหงาจวบจนวันนี้     

นายประสิทธิ์ ประวรรณโก  วินรถจักรยานยนต์(จยย.)รับจ้าง  หน้าศูนย์การค้าเจเจมอลล์ เล่าย้อนเหตุการณ์ว่า  ช่วงประมาณเที่ยงวันตนนั่งอยู่ที่วินรถจยย.รับจ้างกับเพื่อนอีก 2 คน สักพักรู้สึกหน้ามืด  ดีขึ้นแล้วจึงเงยหน้าขึ้นไปดูสายไฟจึงเห็นว่าสั่นแรงมาก  ก่อนเห็นเครนของอาคารฝั่งตรงข้ามสั่นอย่างรุนแรง และได้ยินเสียงระเบิดดังออกมา

จากนั้นอาคารที่กำลังก่อสร้างฝั่งตรงข้ามถล่มลง ใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที หลังตึกถล่มลงมา  ฝุ่นในพื้นที่หนามาก ในช่วงเกิดเหตุคนงานก่อสร้างวิ่งกรูกันออกมา เป็นช่วงที่ชุลมุนมาก

“ยืนยันว่าภาพเหตุการณ์ในวันนั้นมันชัดเจนมาก  จากปีก่อนหน้าจนมาถึงวันนี้จะครบรอบ 1 ปีที่ตึกถล่ม ตนเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างยังคงปกติ หน่วยงานก็ไม่ได้เข้ามายุ่งกับตึก  จะเห็นว่ามีคนมาเซ่นไหว้ที่ตึกบ้าง”

อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์นี้ยอมรับว่าส่งผลกระทบกับตนเอง เพราะจำนวนลูกค้าที่หายไปเกือบ 90 %  พร้อมฝากรัฐบาลหากจะทำตึกใหม่ก็ไม่ต้องทำให้สูงมาก

ด้านนายอรรถกร สังข์ทอง  พ่อค้าหน้าตลาดเจเจมอลล์  เปิดเผยว่า ช่วงเวลาเกิดเหตุตนอยู่ที่ร้านและขายของอยู่  ตอนแรกคิดว่าเวียนหัวแต่มารู้ตัวอีกทีคือแผ่นดินไหว ก่อนจะเห็นเงาสะท้อนตึกฝั่งตรงข้ามว่า เครนด้านบนกำลังสั่นอย่างรุนแรงก่อนมีเสียงระเบิดและมีคนงานเริ่มวิ่งออกมา

หลังจากนั้นเพียงเสี้ยววินาทีตึกได้ถล่มลงมา  ก็เห็นคนวิ่งออกมาเยอะมากขึ้น ในวันนั้นข้าวของของตนเสียหายจากฝุ่นที่คลุ้งไปทั่ว และจากเหตุการณ์นั้นก็ได้รับผลกระทบเนื่องจากคนงานที่ปกติจะมาซื้อของก็หายไป ย้ำว่าหายไปเยอะมาก รวมถึงนักท่องเที่ยวที่บางตาลง

“เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ได้เรียนรู้ว่าทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และจะเกิดขึ้นในเวลาไหนก็บอกไม่ได้”

ส่วนการป้องกันที่รัฐออกมาตรการ  ยอมรับว่าปัจจุบันน่าจะดีกว่าเพราะมีสัญญาณเตือนจากโทรศัพท์มือถือ ทำให้สามารถระวังตัวได้มากขึ้น  ต่างจากเดิมไม่มีสัญญาณเตือน ทำให้ไม่รู้ว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้

ขณะที่นายอวยพร จันทรรังสรรค์  คนขับรถตุ๊กตุ๊ก หนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า  ตนเองจอดรถอยู่ฝั่งเดียวกับตึกที่ถล่ม  ก่อนจะเห็นว่าตึกเริ่มเอียงและยุบตัวลงมาอย่างรวดเร็ว  หลังตึกถล่มลงมาเป็นช่วงที่ชุลมุนมาก ผู้คนกรูกันออกมาจากไซด์งานก่อสร้าง ร้านขายของข้างทางไม่สามารถขายได้ เพราะฝุ่นที่หนา  และภาพที่จำได้แม่นที่สุดคือตอนที่ยุบตัวลงมา

ช่วง 1 ปีมานี้  เห็นว่าบริเวณนี้เงียบเหงามากขึ้น เพราะตอนที่คนงานทำงานอยู่ก็มีคนมาใช้บริการบ้าง ไม่ได้เงียบเหงาแบบนี้   จากเหตุการณ์ครั้งนั้นสะท้อนว่าตึกสมัยก่อนที่คนไทยเป็นคนทำไม่เคยเกิดเหตุการณ์ถล่มแบบนี้ พร้อมตั้งข้อสังเกตสิ่งที่รัฐดำเนินการในตอนนี้ไม่ได้เป็นการป้องกันที่เห็นเป็นรูปธรรม

“ตอนนี้ทุกอย่างเหมือนสุภาษิตที่ว่า มือใครสาวได้สาวเอา ตนเกิดมา 50 ปี ยังไม่เคยเห็นตึกที่ไหนถล่มลงมา ถ้าป้องกันได้ก็อยากให้รัฐใช้บริษัทผู้รับเหมาที่เป็นคนไทยดีกว่า”

ชัดเจนว่า ณ จุดเกิดเหตุ จะไม่มีการก่อสร้างอาคารสตง.แห่งใหม่ขึ้นอีก เรื่องนี้แม้ลดกระแสความหวาดกลัวลงได้  แต่เชื่อว่า“บาดแผล”ที่เกิดขึ้นแล้ว  คงอยู่เป็นบทเรียนไปตลอดกาล.

ทีมข่าวอาชญากรรม  รายงาน