เมื่อวันที่ 26 มี.ค. จากปัญหาราคาน้ำมันปรับขึ้นทีเดียว 6 บาท แต่เดิมที่ว่าหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว มาวันนี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนแทบแบกรับภาระค่าน้ำมันไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว และเชื่อได้ว่าอีกไม่นานกิจการหลายๆ อย่าง นอกจากจะปรับราคาขึ้นแล้ว บางประเภทอาจจะต้องหยุดกิจการไปเลย

นายวิโรจน์ คุ้มคำ ผู้ประกอบการเรือใบตอง บอกว่า จากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเรือข้ามฟากเป็นอย่างมาก โดยก่อนหน้านี้ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีปัญหาเรื่องของปริมาณน้ำมันที่ไม่เพียงพอ แต่ในที่สุดจากการประสานของนายกเทศมนตรีฯ ก็สามารถจัดหาน้ำมันมาใช้ได้ ทำให้เรือรับส่งผู้โดยสารได้ตามปกติ ต่อมาเมื่อมีการปรับราคาน้ำมันขึ้นอีกล่าสุดวันนี้ที่เพิ่มทีเดียว 6 บาทนั้น ย่อมได้รับผลกระทบแน่นอน แต่จะยังไม่มีการขึ้นค่าเรือแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ทุกวันนี้การเก็บค่าโดยสารจะแบ่งเป็น ผู้ใหญ่ 3 บาท รถจักรยานยนต์ 3 บาท และเด็กนักเรียน 1 บาท ในแต่ละวันมีเรือที่ใช้ข้ามฟากทั้งหมด 7 ลำ ผลัดเปลี่ยนกันรับส่งผู้โดยสารตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะแบ่งเป็นช่วงเวลาทำงานลำละ 8 ชั่วโมง ใช้น้ำมันวันละประมาณ 350-400 ลิตร เมื่อมีการปรับขึ้นราคาน้ำมัน แต่ราคาค่าโดยสารยังต้องคงไว้เท่าเดิมที่ 3 บาท เพราะไม่อยากผลักภาระไปให้กับผู้โดยสาร อะไรที่ตนยังแบกรับไหวก็จะทำไปจนกว่าจะถึงที่สุด ในวันที่แบกไม่ไหวนั่นแหละ ถึงจะหาทางอื่นว่าจะต้องทำอย่างไร

สำหรับ “เรือใบตอง” คือ “ชื่อเรือข้ามฟาก” จากฝั่งท่าเรือมหาชัย ไปยังฝั่งท่าฉลอม หรือจากฝั่งท่าฉลอม มาฝั่งมหาชัย ซึ่งอยู่คู่กับจังหวัดสมุทรสาครมาอย่างยาวนานแล้ว เหตุที่เรียกเรือใบตอง เพราะสีเขียวของเรือเป็นสีตองอ่อน “เรือใบตอง” จึงเป็นทางเลือกสำหรับรถจักรยานยนต์ หรือคนเดินเท้าที่จะข้ามไปมาระหว่าง 2 ฝั่งนี้ไม่ต้องนั่งรถเมล์หรือขับอ้อมไปทางถนนพระราม 2