ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ช็อกคนไทยทั้งประเทศ หลังคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติด่วน ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซินรวดเดียวถึง 6 บาทต่อลิตร  เมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา ราคาที่ปรับขึ้นมามีผลเมื่อช่วง 05.00 น. แก๊สโซฮอล์ 95 พุ่งไปอยู่ที่ 41 บาท 5 สตางค์ต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 40 บาท 68 สตางค์ต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์อี 85 อยู่ที่ 32 บาท 79 สตางค์ต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์อี 20 อยู่ที่ 36 บาท 5 สตางค์ต่อลิตร ส่วน ดีเซล 38 บาท 94 สตางค์ต่อลิตร และ ดีเซลกลุ่มพรีเมียม ปรับเพิ่มขึ้นมาลิตรละ 8 บาท  

แม้การปรับราคาครั้งนี้ เป็นผลมาจากสถานการณ์ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ระดับราคาน้ำมัน มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ดีดตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง จาก 198.20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในวันที่ 23 มี.ค. 69 พุ่งสูงถึง 242.91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล  อีกทั้งยังได้ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องแบกรับภาระชดเชยสูงถึงประมาณ วันละ 2,592 ล้านบาท หรือประมาณ 80,344 ล้านบาทต่อเดือน จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับลดภาระเพื่อให้กองทุนฯ มีสภาพคล่องในการรักษาเสถียรภาพราคาในระยะยาว เพื่อรองรับความผันผวนด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกได้ 

แต่ในแง่ทางการเมือง ก็กระทบภาพลักษณ์รัฐบาล ภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” แม้จะเป็น ฝ่ายบริหารรักษาการ  แต่ในทางการเมืองใครก็ทราบ ในที่สุดก็ต้องกลับมาเป็นรัฐบาลตัวจริงอีกไม่กี่วันข้างหน้า  โดยครั้งนี้ “ภูมิใจไทย (ภท.)” เป็นแกนนำรัฐบาล  และดูแลเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงการคลัง พลังงาน พาณิชย์ อุตสาหกรรม คมนาคม หรือแม้แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่แม้จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพรรคร่วมรัฐบาล อย่างเพื่อไทย (พท.)  แต่พรรคแกนนำรัฐบาล ก็ใช้กลไกบริหารให้ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ คอยกำกับดูแลอีกชั้น 

นั่นหมายความว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ และปัญหาปากท้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี หรือ เรื่องลบ  พรรคแกนนำรัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ  โดยเฉพาะเมื่อ ราคาน้ำมันพุ่งพรวด แบบไม่เคยปรากฏมาก่อน จะส่งผลกระทบถึงปัญหาราคาสินค้า ภาคขนส่งและ ภาคเกษตร  คงต้องรอมาตรการที่ภาครัฐเตรียมผลักดันออกมา จะบรรเทาความเดือดร้อนมากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญคือจะเห็นภาพประชาชนไปเข้าคิวรอเติมน้ำมันอีกหรือไม่  น้ำมันจะมีเพียงพอในการให้บริการหรือไม่

ที่สำคัญคือ หลังจาก รัฐบาล “นายกฯ อนุทิน 2” เข้ามาบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ มีอำนาจตามกฎหมาย จะสามารถคลี่คลายความเดือดร้อนของประชาชนหรือไม่  แม้เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจา ที่ 6 พรรคการเมืองเสนอ เพื่อให้พิจารณาถึง ปัญหาของวิกฤติพลังงาน และ ผลกระทบต่อประชาชน  แต่เป็นช่วงยังไม่มีรัฐบาลตามกฎหมาย  ดังนั้นหากต่อจากนี้ไป น้ำมันยังอยู่ในภาวะขาดแคลน ผลกระทบจากการปรับราคาน้ำมันแบบก้าวกระโดด มีใครได้ประโยชน์หรือไม่  ยังทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ  พรรคฝ่ายค้านจะปรับระดับในการตรวจสอบหรือไม่  โดยเฉพาะ การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ  แม้ว่ารัฐบาลจะเพิ่งเข้ามาบริหารประเทศ  แต่เรื่องปัญหาปากท้อง และความเดือดร้อนจากสินค้าราคาแพง  เป็นหน้าที่ฝ่ายค้าน นำข้อเท็จจริงมาตีแผ่ ชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องของรัฐบาล เชื่อว่า ประชาชนอยากฟังข้อมูล  เพราะความเดือดร้อนประชาชนรอไม่ได้  และเป็นการสร้างผลงานของฝ่ายค้าน เพราะในที่สุดพอรัฐบาล ประสบวิกฤติศรัทธา ต่อให้เสียงในสภา มีมือยกสนับสนุนให้มากแค่ไหน  แต่ประชาชนไม่ยอมก็อยู่ไม่ได้

ส่วนประเด็นการปรับลดงบประมาณ การใช้จ่ายของสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะการจัดเลี้ยงอาหารกลางวันและค่ำกับสส. “นายโสภณ ซารัมย์” ประธานสภา หารือกับผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภา กรณีค่าอาหารของ สส. ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของสาธารณชนในขณะนี้ จากกระแสเรียกร้องให้มีการปรับลดหรือตัดงบประมาณในส่วนดังกล่าว ซึ่งเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ควรได้รับ การพิจารณาอย่างจริงจัง โดยมีแนวโน้มว่าจะเริ่มดำเนินการเปลี่ยนแปลงภายหลังช่วงการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา หรือภายหลังเทศกาลสงกรานต์ ทั้งนี้ในระหว่างช่วงเตรียมการ จะมีการปรับลดปริมาณการสั่งอาหารลงให้เหมาะสมกับความจำเป็น เพื่อให้เกิดความประหยัดและ สอดคล้องกับสถานการณ์

ประธานสภา กล่าวถึงประเด็นการแต่งกายของ สส.ว่า ควรมีการปรับปรุง ให้สอดคล้องกับมาตรการประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการใช้พลังงานภายในอาคารรัฐสภา ซึ่งปัจจุบันพบว่าการแต่งกายของสมาชิกบางส่วน ยังไม่เป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้มีการผ่อนปรนในทางปฏิบัติ ในอนาคตอาจมีการพิจารณาแก้ไข หรือปรับปรุงระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และ สร้างภาพลักษณ์ที่ดี ต่อสาธารณชน ทั้งนี้ขอให้ประชาชนติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนในระยะอันใกล้

สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) ชี้แจงรายละเอียดการศึกษาดูงานต่างประเทศ กรณีสำนักงานศาล รธน.ได้รับการจัดสรรงบประมาณ เพื่อดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงาน/โครงการที่กำหนด โดยได้ดำเนินการจัดหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายใน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพในการบริหาร และ ขับเคลื่อนองค์กร อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และ หลักสูตรการศึกษาอบรม ให้แก่บุคลากรภายนอก เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักนิติธรรม หลักประชาธิปไตย หลักสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหลักการเสริมสร้างกระบวนทัศน์สำหรับ ผู้นำในสังคมประชาธิปไตย

ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามหลักสูตรดังกล่าว จึงกำหนดให้ผู้เข้ารับการศึกษาอบรมได้ศึกษาดูงาน ทั้งภายในประเทศ และ ต่างประเทศ ต่อมามีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)  เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2569 ให้ทุกส่วนราชการงดเว้นการเดินทางไปศึกษา ดูงานต่างประเทศ ของทุกหลักสูตร นับตั้งแต่วันที่ ครม.มีมติ เพื่อเป็นการลดภาระงบประมาณภาครัฐในสภาวการณ์ปัจจุบันที่ราคาพลังงาน และเชื้อเพลิงมีแนวโน้มสูงมากขึ้น และสามารถนำงบประมาณที่เหลือไปใช้ในแผนงาน โครงการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ต่อไปได้ อีกทั้งกระทรวงการคลัง ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2569 แจ้งการอนุมัติให้หน่วยงานราชการสามารถเบิกค่าใช้จ่าย กรณีเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศได้ สำนักงานศาล รธน.ได้พิจารณามติ ครม.ดังกล่าวแล้ว  จึงได้ยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานตามหลักสูตรข้างต้น ณ สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ระหว่างวันที่ 24 เม.ย.-2 พ.ค. 2569 และประเทศจอร์เจียและสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ระหว่างวันที่ 14-24 พ.ค. 2569

ก่อนหน้านั้น “นายภัณฑิล น่วมเจิม” สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.)  แถลงเรียกร้องสำนักงานศาล รธน.เปิดเผยข้อมูลการศึกษาดูงานที่อียิปต์ ระหว่างวันที่ 24 เม.ย.-2 พ.ค. 2569 โดยโครงการดังกล่าว มีราคากลาง 3,234,109.33 บาท และประกาศผู้ชนะเสนอราคา 2,954,000 บาท  กล่าวว่า สำหรับกรณีเรียกร้องนี้ ไม่ใช่การต่อต้านการเรียนรู้จากต่างประเทศในหลักการ แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่มีการ ใช้เงินภาษีของประชาชน ในช่วงเวลาที่รัฐบาลเพิ่งประกาศให้หน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ ระงับการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อการดูงานและการอบรม และให้จัดในประเทศแทน เว้นแต่เป็นการประชุมระหว่างประเทศที่สำคัญเท่านั้น จึงขอสอบถามว่า การจ้างเหมาบริการทัวร์ในการศึกษาดูงานต่างประเทศนั้น มีสิ่งใดที่ประเทศไทยไม่มี และมีสิ่งใดที่ไม่สามารถเชิญผู้เชี่ยวชาญมาไทย หรือจัดสัมมนาในประเทศได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่า 

คำถามคือ ก่อนนำข้อมูลมาเปิดเผย สส.พรรค ปชน. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบคอบก่อนหรือไม่ เพราะการมุ่งที่จะโจมตีและ ดิสเครดิตองค์กรอิสระ โดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริง อาจส่งผลเสียกับตนเองและ พรรคต้นสังกัด

ทีมข่าวการเมือง