เมื่อไม่นานมานี้ มีข้อคิดหนึ่งที่ได้รับการส่งต่อและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในแวดวงผู้พัฒนาเทคโนโลยี แนวคิดดังกล่าวพูดถึงปรากฏการณ์ “ความรู้ที่สึกหรอ” ซึ่งสะท้อนความจริงของระบบการพัฒนาเทคโนโลยีในบ้านเราได้อย่างลึกซึ้ง จนสมควรที่จะนำมาขยายความเพื่อทบทวนทิศทางเชิงนโยบายของประเทศอย่างเร่งด่วน
กับดักของการเป็นเพียง “ผู้ซื้อ” คำว่า “ความรู้ที่สึกหรอ” ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยกำลังขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์หรือวิศวกร ในทางกลับกัน เรามีบุคลากรคุณภาพจำนวนไม่น้อย สถาบันการศึกษาผลิตงานวิจัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ประเด็นที่น่าตั้งคำถามคือ บุคลากรระดับหัวกะทิเหล่านี้ มีโอกาสได้ “ลงมือพัฒนาเทคโนโลยีจริง” มากน้อยเพียงใด

ในหลายสาขาเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ ระบบสื่อสารดิจิทัล เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ หรือเทคโนโลยีด้านความมั่นคง ประเทศไทยมักเลือกใช้ทางลัดด้วยการจัดซื้อเทคโนโลยีสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ซึ่งในความเป็นจริง ต้องยอมรับว่าแนวทางนี้มีความสะดวกและง่ายกว่าการเริ่มต้นพัฒนาเองอย่างมาก เพราะตอบโจทย์การใช้งานที่รวดเร็ว ลดความเสี่ยง และการันตีประสิทธิภาพได้ทันที อย่างไรก็ตาม ความสะดวกสบายจากการเป็นผู้ซื้อนี้กลับกลายเป็นเหรียญสองด้าน เพราะมันกำลังสร้างข้อจำกัดที่สำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ทำให้เราต้องติดอยู่ในวงจรการพึ่งพาและไม่สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดเทคโนโลยีได้
ด้วยเหตุนี้ หากประเทศพึ่งพาการนำเข้าอย่างเบ็ดเสร็จยาวนาน โดยปราศจากการวิจัยและพัฒนาคู่ขนาน ผลกระทบที่ตามมาคือ ขีดความสามารถเชิงปฏิบัติในการพัฒนาเทคโนโลยีของเราจะค่อย ๆ เสื่อมถอยลง การสวมหมวกเป็นเพียง “ผู้ซื้อ” ทำให้เราเข้าถึงได้เพียงข้อมูลคุณลักษณะที่ผู้ผลิตป้อนให้ แต่ถูกตัดขาดจากแก่นขององค์ความรู้ที่แท้จริงในกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
คุณค่าที่ซ่อนอยู่ใน “ความล้มเหลว” กระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีที่แท้จริง ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดข้อกำหนดทางวิศวกรรม การออกแบบเชิงระบบ การเลือกวัสดุ การพัฒนาต้นแบบ ไปจนถึงการทดสอบใช้งานจริง

เส้นทางเหล่านี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ผ่านการทดลองและความล้มเหลววิศวกรและนักพัฒนาต้องเผชิญกับข้อจำกัดที่ไม่อาจคาดเดา ซึ่งประสบการณ์ในการแก้ปัญหาหน้างานเหล่านี้เองที่หล่อหลอมให้เกิด “องค์ความรู้เชิงลึก” ที่ไม่มีวันถ่ายทอดได้ผ่านตำราหรือเอกสารการฝึกอบรม หากประเทศขาดการมีส่วนร่วมในกระบวนการลงมือทำจริง องค์ความรู้ที่สำคัญย่อมไม่มีวันหยั่งรากลึกในระบบของประเทศได้เลย
ระบบนิเวศที่ถูกแช่แข็ง การพัฒนาเทคโนโลยียังเกี่ยวข้องกับการสร้างระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้พัฒนาเครื่องจักร ซอฟต์แวร์ สถาบันวิจัย ไปจนถึงผู้ใช้งานจริง เมื่อฟันเฟืองทุกชิ้นทำงานร่วมกัน จะเกิดวงจรการเรียนรู้และการต่อยอดเทคโนโลยีรุ่นถัดไป ในทางกลับกัน หากเรานำเข้าเทคโนโลยีเป็นหลัก ระบบนิเวศเหล่านี้จะไม่สามารถเติบโตได้อย่างเต็มที่ และเราจะถูกผูกขาดให้มีบทบาทเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีของผู้อื่นตลอดไป

จาก “ผู้ใช้” สู่ “ผู้สร้าง” เพื่อกำหนดอนาคตตนเอง ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาเทคโนโลยีจึงต้องถูกยกระดับเป็นนโยบายระยะยาว ประเทศจำเป็นต้องลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างขีดความสามารถด้วยตนเอง โดยเฉพาะในสาขาที่ชี้ชะตาเศรษฐกิจและความมั่นคง ในขณะเดียวกัน ความร่วมมือกับต่างประเทศควรปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็น “การพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกัน” (Co-development) มากกว่าการรอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพียงฝ่ายเดียว เพื่อให้บุคลากรไทยมีส่วนร่วมในกระบวนการอย่างแท้จริง
ในบริบทของโลกยุคใหม่ที่ผันผวน คำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เพียงว่าประเทศไทยควรพัฒนาเทคโนโลยีอะไร แต่คือถึงเวลาแล้วหรือยังที่นักวิจัยและนักพัฒนาไทย จะลดอัตตา ข้ามผ่านการแข่งขันที่ไม่จำเป็น แล้วหันมาร่วมมือกันอย่างจริงใจเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่มีความหมายต่อประเทศ และท้ายที่สุด เราทุกคนควรกลับมาตั้งคำถามกับตนเองว่า วันนี้…เรากำลังสร้างอะไรทิ้งไว้ เพื่อเป็นรากฐานให้ลูกหลานไทยได้เติบโตในวันข้างหน้า

——————————————–
บทความพิเศษ: “ความรู้ที่สึกหรอ” ความท้าทายเงียบที่กำลังกัดกร่อนอนาคตเทคโนโลยีไทย
โดย ศ.ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)



