อุตสาหกรรมแฟชั่นในวันนี้ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของสไตล์หรือเทรนด์อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรหลักของปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเมื่อพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไปสู่รูปแบบ ‘ซื้อเร็ว ทิ้งเร็ว’ มากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อย้อนกลับไปดูข้อมูลผู้บริโภคในประเทศไทยจะพบว่า คนไทยกว่า 40% ใส่เสื้อผ้าเพียงครั้งเดียวก่อนเลิกใช้ ขณะที่เสื้อผ้าถึง 85% ถูกทิ้งโดยไม่ได้เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลหรือบริจาค และในภาพรวม อุตสาหกรรมสิ่งทอยังมีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 4-8% ของทั้งประเทศ
ตัวเลขเหล่านี้กำลังชี้ให้เห็นว่า ปัญหาไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘การผลิต’ แต่ยังรวมถึง ‘การใช้’ ของผู้บริโภคด้วย
เมื่อคำถามเริ่มจาก ‘เรา’ ไม่ใช่ ‘อุตสาหกรรม’
ภายใต้ภาพใหญ่ของปัญหาที่เกิดขึ้น โครงการ ‘HOW TO (ไม่) ทิ้ง’ เลือกเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ อย่างการตั้งคำถามกับพฤติกรรมของตนเอง

‘ชนาภัทร กิจสมัคร’ (แบมบู) และ ‘ธนพรพรรณ วสอื้นรัมย์’ (ติวเตอร์) นักศึกษาคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร คือผู้อยู่เบื้องหลังโครงการดังกล่าว ซึ่งเริ่มต้นจากความตั้งใจง่ายๆ ว่าอยากทำอะไรที่ต่างออกไป จากกรอบเดิมของสายดนตรี
“ตอนแรกก็เครียดนะ เพราะสิ่งแรกที่เราคิดคือดนตรี คอนเสิร์ต หรืออีเวนต์ แต่คนก็น่าจะทำเยอะแล้ว เลยคิดว่าเราจะทำอะไรที่ต่างออกไปดี” ชนาภัทร กล่าว


ความไม่อยากทำซ้ำกลายเป็นจุดตั้งต้นของการลองหยิบเรื่องแฟชั่น ซึ่งเป็นสิ่งใกล้ตัว มาต่อยอดเป็นโปรเจกต์
“เราอยากให้คนเห็นว่า เราไม่ได้เก่งแค่ดนตรี แต่สามารถเอาแฟชั่นมาประยุกต์ได้เหมือนกัน”
ปัญหาที่เริ่มจากตู้เสื้อผ้าของตัวเอง
เมื่อเริ่มสำรวจพฤติกรรมของตนเอง จะพบว่าปัญหาแฟชั่นไม่ใช่เรื่องไกลตัว


“ที่ห้องมีเสื้อผ้าเยอะมาก แต่เพิ่งมารู้ว่าบางตัวไม่ได้ใส่ มันทำให้รู้สึกว่าเรื่องเสื้อผ้าเป็นปัญหาสำหรับเราจริงๆ” ทั้งสองกล่าวตรงกัน
เสื้อผ้าหลายชิ้น โดยเฉพาะเสื้อยืดธรรมดา ถูกมองข้ามจนกลายเป็นเพียง ‘เสื้อใส่นอน’ และสุดท้ายก็ลืมไปด้วยซ้ำว่าเคยมีอยู่
“บางตัวมันธรรมดามาก จนเรารู้สึกว่าใส่ออกไปข้างนอกไม่ได้ สุดท้ายก็กลายเป็นเสื้อใส่นอน”
ขณะเดียวกัน ก็ยังมีความตั้งใจที่จะใช้เสื้อผ้าแต่ละตัวให้นานที่สุด
“เราจะไม่ค่อยซื้อเสื้อผ้าใหม่ จะซื้อเสื้อผ้ามือสอง แล้วก็ใส่จนกว่ามันจะพัง ไม่ค่อยทิ้ง” ธนพรพรรณ กล่าว
ความลังเลระหว่างอยากใช้ต่อ กับไม่รู้จะทำยังไงต่อ ค่อยๆ พาให้ไอเดียของโครงการดังกล่าวเป็นรูปเป็นร่างขึ้น
เปลี่ยน ‘ของที่เคยจะทิ้ง’ ให้กลับมาใช้งานได้จริง
แนวทางที่โครงการเลือก คือการอัพไซคลิ่ง (Upcycling) หรือการสร้างคุณค่าใหม่ให้ของเดิม ผ่านกระบวนการออกแบบและงานคราฟต์


“เราเลยคิดว่า ถ้าเอาเสื้อยืดเก่าๆ มาเย็บกับเศษผ้า เติมดีเทลเข้าไป มันอาจจะกลับมาใส่ออกไปข้างนอกได้อีกครั้ง เพราะจริงๆ เราไม่อยากให้เสื้อหรือเศษผ้ามันกลายเป็นขยะ”
เวิร์กช็อปถูกออกแบบให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือทำจริง ตั้งแต่การตัด เย็บ ไปจนถึงการตกแต่งด้วยเทคนิคต่างๆ เช่น การเย็บซ้อนผ้า หรือการสร้างลวดลายจากเศษผ้า ทำให้เสื้อธรรมดากลายเป็นชิ้นงานใหม่ที่มีเอกลักษณ์
เชื่อมเศษผ้าอุตสาหกรรม สู่การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของโครงการ คือการนำเศษผ้าส่วนเกินจากอุตสาหกรรมมาใช้ โดยร่วมมือกับ มอร์ลูป (Moreloop) แพลตฟอร์มหมุนเวียนทรัพยากร ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งต่อผ้าคุณภาพดีเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรม
การนำ ‘เศษผ้า’กลับมาใช้ จึงไม่ใช่แค่การช่วยลดขยะจากต้นทางได้เท่านั้น แต่ยังฉายให้เห็นภาพของการหมุนเวียนทรัพยากร ว่าสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นของเหลือทิ้ง สามารถกลับมาอยู่ในระบบใหม่ได้
นอกจากนี้ ภายในงานยังให้ความสำคัญกับการจัดการขยะ ตั้งแต่การแยกขยะเป็นประเภท ไปจนถึงการนำเศษผ้าชิ้นเล็กไปใช้ต่อ เพื่อไม่ให้มีของชิ้นไหนถูกทิ้งโดยสูญเปล่า
ทำให้เรื่องยั่งยืนเข้าถึงได้มากขึ้น
แม้เนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม แต่โครงการกลับเลือกเล่าเรื่องผ่านบรรยากาศที่เรียบง่ายและเข้าถึงได้


“เราอยากให้มันเหมือนแม่สอนลูกมากกว่า ให้คนที่มารู้สึกสบายใจ”
บรรยากาศแบบ ‘โฮมมี่’ ประกอบกับการมีวิทยากรที่เป็นคุณแม่ของทีมงาน ช่วยลดความกดดัน และทำให้ผู้เข้าร่วมเปิดใจเรียนรู้ กล้าลองผิดลองถูกมากขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนพฤติกรรม
จากความตั้งใจเล็กๆ สู่การเปลี่ยนแปลง
เมื่อกิจกรรมจบลง สิ่งที่ได้จึงไม่ใช่แค่เสื้อผ้าชิ้นใหม่ แต่คือมุมมองที่เปลี่ยนไป “เราอาจไม่ได้ตามเป้าทุกอย่าง แต่เรารู้สึกว่าเราได้คนที่อยากเข้าร่วมจริงๆ”
ขณะเดียวกัน กระแสตอบรับที่เข้ามาก็สะท้อนว่าความคิดเช่นนี้มีพื้นที่ในการเติบโต
“มีเพื่อนทักมาว่า มางานไม่ได้ แต่ขอซื้อล่วงหน้าได้ไหม เพราะมันน่ารัก”
สิ่งเล็กๆ เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนพฤติกรรมไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคนจำนวนมาก แต่เริ่มจากคนที่เข้าใจ ก่อนจะค่อยๆขยายออกไปในพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น
เมื่อคำถามเปลี่ยน โลกก็อาจเปลี่ยนตาม
โครงการ ‘HOW TO (ไม่) ทิ้ง’ อาจเป็นเพียงก้าวเล็กๆ ในภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมแฟชั่น แต่กลับสะท้อนประเด็นสำคัญว่า ทางออกของปัญหาอาจไม่ได้อยู่แค่ฝั่งผู้ผลิตเท่านั้น


ในวันที่เสื้อผ้าถูกผลิตมากขึ้น แต่ถูกใช้น้อยลง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “เราจะซื้ออะไรต่อ”
แต่คือ “เราจะใช้ของที่มีอยู่ให้นานขึ้นได้อย่างไร”
และบางครั้ง การเริ่มต้นที่ง่ายที่สุด อาจเป็นแค่การหยิบเสื้อผ้าในตู้ขึ้นมา แล้วมองมันใหม่อีกครั้ง ว่า…ยังมีคุณค่าอะไรเหลืออยู่บ้าง
เมื่อคำถามเปลี่ยน โลกก็อาจเปลี่ยนตาม
โครงการ ‘HOW TO (ไม่) ทิ้ง’ อาจเป็นเพียงจุดเล็กๆ ในภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมแฟชั่น แต่ก็ชวนให้เห็นว่าทางออกของปัญหาอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตเพียงฝั่งเดียว
ในวันที่เสื้อผ้าผลิตออกมามากขึ้น แต่กลับถูกงานใช้น้อยลง ทางออกจึงอาจไม่ใช่แค่การผลิตให้ยั่งยืนเท่านั้น แต่คือการใช้สิ่งที่มีอยู่ให้คุ้มค่ามากขึ้น และเมื่อคำถามเปลี่ยนจากการ ‘จะซื้ออะไรเพิ่ม?’ มาเป็น ‘จะใช้ของเดิมอย่างไรต่อ?’ บางทีจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ อาจอยู่ในตู้เสื้อผ้าของเราเอง
สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมแบบ walk-in ได้ในวันที่ 28-29 มีนาคมนี้ ที่ร้าน When Life Gives You Lemons ซอยจรัญสนิทวงศ์ 91 ใกล้ MRT สถานีบางอ้อ



