วันที่ 28 มี.ค.69 เว็บไซต์ IQAir ซึ่งจัดลำดับเมืองที่มีมลพิษทางอากาศมากที่สุดของโลก ช่วงเช้าในเวลา 07.00 น. เทศบาลนครเชียงใหม่ยังคงอยู่อันดับที่ 4 ของโลก ด้านมลพิษทางอากาศ โดยดัชนีคุณภาพอากาศวัดได้ 178 US AQI ขณะที่ค่าฝุ่น PM2.5 วัดได้ 94.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนอันดับที่ 1 คือกรุงเดลี ประเทศอินเดีย มีดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 221 US AQI
ขณะที่วันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา เว็บไซต์ IQAir (IQAir) จัดอันดับ เชียงใหม่ขึ้นสู่อันดับ 1 เมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงสุดของโลก ค่าฝุ่นพุ่งสูงถึง 184 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในเขตอำเภอเมืองพุ่งสูงถึง 87.3-116.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI): วัดได้สูงถึง 184-194 หรือสูงกว่า (ระดับสีม่วง/แดง) มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรงสาเหตุ เกิดจากไฟป่าสะสมในพื้นที่รวมกว่า 1,700 จุด โดยเฉพาะใน อ.เชียงดาว อ.แม่วาง โดยกรมการป้องกันภัย (ปภ). ได้ส่ง สัญญาณ Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชน ให้สวมหน้ากากและงดกิจกรรมกลางแจ้ง
ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2567: เชียงใหม่ครองอันดับ 1 เมืองมลพิษโลกติดต่อกัน ด้วยค่า IQAir ดัชนีคุณภาพอากาศ 231 AQI และวันที่ 12 มี.ค. 2566 ค่าฝุ่น PM 2.5 สูงสุดที่ 212 ไมโครกรัม/ลบ.ม. เป็นอันดับ 1 ของโลก
เฟสบุ๊คสภาลมหายใจเชียงใหม่ รวบรวมข้อมูลห้องปลอดฝุ่นจากระบบกรมอนามัย ปี 2569 มาให้ดูเป็นรายอำเภอ เพื่อให้ชาวเชียงใหม่รู้ว่าใกล้บ้านฉันมีจุดปลอดฝุ่นตรงไหนบ้าง เชียงใหม่มี 25 อำเภอ แต่มีห้องปลอดฝุ่นลงทะเบียนเพียง 13 อำเภอ อีก 12 อำเภอได้แก่ เชียงดาว ดอยสะเก็ด แม่แตง สะเมิง พร้าว สันกำแพง ฮอด ดอยเต่า อมก๋อย เวียงแหง แม่ออน และ กัลยาณิวัฒนา ยังไม่มีแม้แต่แห่งเดียว โดยหลายอำเภอในรายชื่อนี้เป็นพื้นที่สูง พื้นที่ชายขอบ ที่ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ยากอยู่แล้ว แต่กลับเป็นพื้นที่ที่เผชิญวิกฤตฝุ่นควันและไฟป่ารุนแรงที่สุดทุกปี
เมื่อดูทั้งจังหวัดรวมกัน ห้องปลอดฝุ่นอาคารสาธารณะทั้งหมด 45 แห่ง มุ้งสู้ฝุ่นทั้งจังหวัด มีเพียง 14 หลัง (กระจุกอยู่ใน 3 อำเภอ คือ เมือง 9 หลัง, แม่อาย 4 หลัง, ไชยปราการ 1 หลัง) ห้องปลอดฝุ่นบ้านเรือน มีเพียง 12 ห้อง ใน 5 อำเภอ ตัวเลขเหล่านี้ยังไม่สะท้อน “ความพร้อมจริง” ทั้งหมด เพราะบางแห่งที่ลงทะเบียนยังไม่มีเครื่องฟอกอากาศ ไม่มีมุ้งสู้ฝุ่น ไม่มีอุปกรณ์กรองอากาศใดเลย เช่น อ.แม่แจ่ม ที่ลงทะเบียน 2 แห่ง แต่เป็นที่เดียวกันลงซ้ำ รองรับรวม 6 คน ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันใดเลย ขณะที่ อ.สารภี ดูตัวเลขสูงถึง 3,889 คน แต่ส่วนใหญ่มาจากจำนวนนักเรียนทั้งโรงเรียน ซึ่งอาจไม่ใช่ความจุ “ห้องปลอดฝุ่น” ที่ประชาชนทั่วไปเข้าใช้ได้จริง

เราเข้าใจว่าการจัดการห้องปลอดฝุ่นต้องใช้ทั้งงบประมาณและกำลังคน แต่มีหลายเรื่องที่เริ่มได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ เรามีข้อเสนอต่อจังหวัดเชียงใหม่ ดังนี้
1. ประกาศจุดห้องปลอดฝุ่นให้เป็นสาธารณะ เนื่องจากตอนนี้ข้อมูลอยู่ในระบบที่ต้องค้นหาเอง ถ้าจังหวัดทำแผนที่ง่ายๆ กระจายผ่าน LINE กลุ่มชุมชน กลุ่มหมู่บ้าน กลุ่มผู้ปกครอง คนจะรู้ทันทีว่าใกล้บ้านมีจุดไหนบ้าง
2. ชวนภาคเอกชนร่วมเป็นพื้นที่ปลอดฝุ่น อย่างกรณีที่ อ.สารภี เราเห็นแล้วว่ามีร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ ร้านทำเล็บ ลงทะเบียนเป็นห้องปลอดฝุ่น ถ้ามีกลไกจากจังหวัดสนับสนุน ร้านกาแฟ ห้างสรรพสินค้า co-working space โรงแรม ที่มีเครื่องฟอกอากาศอยู่แล้ว ก็ร่วมเป็นจุดปลอดฝุ่นได้ทันที ไม่ต้องรองบสร้างใหม่
3. แจกหน้ากาก N95 เชิงรุก หลายคนได้รับ SMS แจ้งเตือนฝุ่นแล้ว รู้ว่าฝุ่นมา แต่ไม่รู้จะหาหน้ากากที่ไหน จังหวัดสามารถตั้งจุดแจกหน้ากากในที่ที่คนใช้ชีวิตประจำวัน ตลาดสด ป้ายรถ ศูนย์บริการสาธารณสุข ร้านสะดวกซื้อ ให้หน้ากากหาได้ง่ายเท่ากับซื้อน้ำดื่ม

4. ทำแผนที่รวมทั้งห้องปลอดฝุ่นและจุดรับหน้ากาก โดย mapping เดียว เปิดดูปุ๊บรู้เลย ทั้งจุดหลบฝุ่นและจุดรับอุปกรณ์ป้องกัน ส่งต่อกันได้ทาง LINE ในชุมชน
5. เร่งขยายไปยัง 12 อำเภอที่ยังไม่มี อย่างอำเภออมก๋อย สะเมิง เวียงแหง กัลยาณิวัฒนา เชียงดาว ล้วนเป็นพื้นที่สูงที่ฝุ่นหนักแต่การเข้าถึงบริการสาธารณสุขยากที่สุด ที่นี่คือที่ที่ต้องการห้องปลอดฝุ่นมากที่สุด แต่กลับยังไม่มีเลย



