เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์” รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจ “หมอเจด” โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับโควิดสายพันธุ์ “Cicada” ที่กำลังถูกพูดถึงในขณะนี้ เผยว่าเป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอนที่ควรเฝ้าระวัง เนื่องจากมีแนวโน้มแพร่เชื้อได้เร็วขึ้นและอาจหลบภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น แม้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าทำให้เกิดอาการรุนแรงมากขึ้นก็ตาม

โดยหมอเจด ระบุข้อความว่า “7 เรื่องต้องรู้ โควิด Cicada รู้ทันอาการก่อนเสี่ยงหนัก ช่วงนี้มีข่าวโควิด สายพันธุ์ “Cicada” ถูกพูดถึงมากขึ้น จนหลายคนเริ่มกังวลว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่อันตรายขึ้นหรือไม่ ล่าสุด World Health Organization ให้ข้อมูลว่ายังต้อง “เฝ้าระวัง” เพราะมีจุดที่น่าจับตาหลายอย่าง แม้ยังไม่มีหลักฐานว่ารุนแรงขึ้นชัดเจน แต่ก็ไม่ควรชะล่าใจ”

สำหรับ โควิด Cicada คืออะไร ทำไมทั่วโลกถึงกังวล
โดย Cicada เป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอนที่มีการกลายพันธุ์เพิ่มขึ้นหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะในส่วนของ spike protein ที่ใช้จับเซลล์มนุษย์ จุดที่ทำให้กังวลคืออาจ “แพร่ได้เร็วขึ้น” และ “หลบภูมิได้ดีขึ้น” แม้ยังไม่มีข้อมูลชัดว่าทำให้ป่วยหนักขึ้น แต่ถ้าการติดเพิ่มเร็ว จะทำให้จำนวนผู้ป่วยรวมพุ่งและกระทบระบบสาธารณสุขได้เหมือนในอดีต

อีกทั้ง เกี่ยวกับ “จิ้งหรีด หรือจักจั่น” จริงไหม คือ ไม่เกี่ยวข้องครับ ชื่อ Cicada เป็นเพียงชื่อเรียกสายพันธุ์เพื่อให้จำง่าย ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับแมลงหรือสัตว์ใด ๆ การแพร่เชื้อยังคงเป็นแบบ “คนสู่คน” ผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือพูดคุยใกล้ชิดเหมือนเดิม ไม่มีหลักฐานว่ามีสัตว์เป็นพาหะในสายพันธุ์นี้ นอกจากนี้ “แพร่เร็ว” คือความเสี่ยงที่แท้จริง หลายคนโฟกัสแต่ว่าไวรัสสายพันธุ์นี้รุนแรงไหม แต่ความจริงแล้วสิ่งที่น่ากลัวคือ “การแพร่เร็ว” เพราะถ้าคนติดพร้อมกันจำนวนมาก แม้ส่วนใหญ่จะอาการไม่หนัก แต่จะทำให้มีผู้ป่วยหนักเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน และอาจกระทบระบบสาธารณสุขได้ ดังนั้นอย่าประมาทแม้จะยังไม่มีหลักฐานว่ารุนแรงขึ้นก็ตามครับ”

โดยสายพันธุ์ “Cicada” ต่างจากสายพันธุ์เดิมอย่างไร
1.มีการกลายพันธุ์หลายตำแหน่งมากกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า
2.มีแนวโน้มติดซ้ำได้ แม้เคยติดหรือฉีดวัคซีน
3.อาการคล้ายโอมิครอน แต่บางรายมีอาการทางเดินหายใจชัดขึ้น
4.อาจมีอาการยืดเยื้อ เช่น ไอเรื้อรัง หรืออ่อนเพลียนาน
5.ศักยภาพการแพร่เชื้ออาจสูงขึ้น ทำให้ติดเป็นกลุ่มได้ง่าย “โดยความต่างหลักไม่ใช่แค่ “อาการ” แต่คือ “พฤติกรรมของไวรัส” ที่อาจกระจายได้เร็วขึ้น”

“สถานการณ์การระบาดต่างประเทศ และในไทย มีรายงานพบสายพันธุ์นี้แล้วในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และบางประเทศในยุโรปและเอเชีย โดยบางพื้นที่เริ่มมีสัดส่วนผู้ติดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ยังไม่ใช่สายพันธุ์หลักทั่วโลก ส่วนในประเทศไทย ปัจจุบันยัง “ไม่พบการระบาดเป็นวงกว้าง” และยังอยู่ในขั้นเฝ้าระวังจากหน่วยงานสาธารณสุข ดังนั้นยังไม่ต้องตื่นตระหนก แต่ควรติดตามข้อมูลใกล้ชิดครับ”

อีกทั้ง ใครบ้างที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
กลุ่มเสี่ยงยังคงเป็นผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด โรคไต และผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ เพราะแม้สายพันธุ์นี้อาจไม่ได้รุนแรงขึ้นมาก แต่ถ้าติดในกลุ่มนี้ โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ หรืออาการทรุดเร็ว ยังสูงกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ “การป้องกันและการรับมือ ตอนนี้ควรทำยังไง ในด้านการแพทย์ ปัจจุบันยังใช้วัคซีนเดิมในการ “ลดความรุนแรงของโรค” ได้ และมีระบบเฝ้าระวังสายพันธุ์ (genomic surveillance) เพื่อติดตามการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีแนวทางรักษาที่ปรับตามสายพันธุ์ เช่น ยาต้านไวรัสที่ยังคงใช้ได้ในกลุ่มเสี่ยง”

สำหรับการป้องกันและการรับมือ มีดังนี้
1.ใส่หน้ากากในที่แออัด หรือพื้นที่ปิด
2.ล้างมือสม่ำเสมอ ลดโอกาสรับเชื้อ
3.เลี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วย หรือคนที่มีอาการทางเดินหายใจ
4.ฉีดวัคซีนกระตุ้น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง
5.พักผ่อนให้พอ เสริมภูมิให้ร่างกายพร้อมรับมือ
6.หากมีอาการ ควรตรวจและแยกตัวทันที (การรับมือที่ดีที่สุดตอนนี้คือ “ลดโอกาสติด และลดโอกาสป่วยหนัก”)

อย่างไรก็ตาม “โควิด Cicada เป็นสายพันธุ์ที่ต้อง “เฝ้าระวัง” เพราะมีแนวโน้มแพร่ได้ดีขึ้นและหลบภูมิได้บางส่วน แต่ยังไม่มีหลักฐานว่ารุนแรงขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะในไทยที่ยังไม่พบการระบาดเป็นวงกว้าง สิ่งสำคัญคือไม่ตื่นตระหนก แต่ต้องไม่ชะล่าใจ ดูแลตัวเองให้ดีเพื่อลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทางครับ”

ขอบคุณข้อมูล : หมอเจด