สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 30 มี.ค. ว่านายคู ยุน-ชอล รมว.คลังเกาหลีใต้ กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ (29 มี.ค.) ว่า รัฐบาลอาจขยายข้อจำกัดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลออกไป นอกเหนือจากสถาบันของรัฐ หากราคาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นไปถึงระดับ 120-130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 3,942-4,271 บาท) จากปัจจุบันที่อยู่ในช่วง 100-110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 3,285-3,614 บาท)

หากนโยบายดังกล่าวถูกขยายไปสู่ประชาชนทั่วไป จะถือเป็นการจำกัดการขับขี่รถยนต์ทั่วประเทศครั้งแรกของประเทศ นับตั้งแต่สงครามอ่าวเปอร์เซีย เมื่อปี 2534 ซึ่งในขณะนั้น รัฐบาลได้กำหนดระบบหมุนเวียนรถยนต์ทุก 10 วัน เพื่อประหยัดพลังงาน

คูกล่าวว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเลวร้ายลง การแจ้งเตือนวิกฤติจะต้องยกระดับขึ้นสู่ระดับ “เตือนภัย” และเกาหลีใต้จะต้องเริ่มลดการบริโภค โดยเขาอ้างถึงการยกระดับขึ้นสู่ระดับที่ 3 จากทั้งหมด 4 ระดับ ของระบบแจ้งเตือนวิกฤติความมั่นคงด้านทรัพยากร

อย่างไรก็ดี เขาเสริมว่า รัฐบาลโซลอาจพิจารณาลดภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มเติม เพื่อบรรเทาภาระให้กับครัวเรือน

อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังเกาหลีใต้ระบุในแถลงการณ์ เมื่อวันจันทร์ (30 มี.ค.) ว่า การจำกัดการขับขี่ภาคบังคับสำหรับภาคเอกชน “ยังคงไม่ได้รับการตัดสินใจ” แต่จะมีการพิจารณาสถานการณ์ด้านพลังงาน และปัจจัยทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ก่อนที่จะดำเนินการใด ๆ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลโซลได้บังคับใช้ระบบหมุนเวียนยานพาหนะ 5 วัน สำหรับหน่วยงานภาครัฐ โดยจำกัดการใช้งานตามหมายเลขทะเบียนรถ.

เครดิตภาพ : AFP