ไม่ได้จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.67 ว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยังคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนและยังคงเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหุ้นหรือกิจการของ หจก.ดังกล่าว

คำวิจารณ์หนักไปจนถึงเรียกว่า อัปยศ เพราะดูเหมือนทำกันแบบลับๆ ล่อๆ ป.ป.ช.มีมติเมื่อวันที่ 8 ก.ย.68 ว่านายศักดิ์สยาม“ไม่จงใจ”ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ แต่เงียบกริบ เพิ่งมาแถลง เพราะนักข่าวถามว่าคดีถึงไหนแล้ว และการวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ ที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต้องถือเป็นที่สุดผูกพันทุกองค์กรหรือไม่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นประเทศไทย เย้ยว่า“ไม่มีใครเชื่อใจ ป.ป.ช.แล้ว”

นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรฯ ยกตัวอย่างคดีที่ทำให้ ป.ป.ช.ขาดความน่าเชื่อถือ คลาสสิคที่สุดคงไม่พ้น “นาฬิกาเพื่อน” ที่ถึง ป.ป.ช.จะเชื่อคำชี้แจงนี้ แต่ช่วงวินิจฉัยก็ยื้อเหลือเกิน ใช้ข้ออ้างป้องกันตัวเองว่า“ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” พอผู้ร้องจะขอดูสำนวนก็กาแถบดำปิดข้อมูล แทบจะอ่านไม่ได้ สุดท้ายต้องยื่นศาลปกครอง ให้เปิดเผยตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งก็น่าจะยังรอกันอยู่ว่า สุดท้ายจะได้รู้กันหรือไม่ ขอยืมนาฬิกาเพื่อนมากี่เรือน

คดีต่อมาที่เงียบกริ๊บ คือ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกลาโหม ปล่อยให้ลูกชายตั้งบริษัทในค่ายทหารและประมูลงานกองทัพ ก็ไม่รู้ว่า คดีไปถึงไหน แต่ที่ฉาวที่สุด ณ ขณะนี้คงไม่พ้นกรรมการ ป.ป.ช.คนหนึ่ง เอี่ยวรับสินบนทองคำจากนายตำรวจชื่อดังที่วิ่งเต้นล้มคดี ป.ป.ช.ค่อนข้างไม่ค่อยชี้แจงอะไร เชื่อได้ว่า อ้างแต่งาน “ทางลับ” ซึ่งไม่รู้จะลับๆ ล่อๆ ไปถึงไหนเลยทำให้ดัชนีรับรู้การทุจริตไทยตกต่ำอันดับโหล่ เพราะหน่วยงานที่ต้องทำงานไม่ชี้แจงอะไรเลย

ทำให้ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. แถลงข่าว สว.อิสระ จะเข้าชื่อยื่นให้ไต่สวนการกระทำของ ป.ป.ช.จากคดีนายศักดิ์สยาม “ดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ CPI ของไทยตกต่ำลงทุกปี ล่าสุดได้ 33 คะแนน จาก 100 คะแนน ลำดับที่ 116 จาก 180 ประเทศ และจะตกต่ำไปกว่านี้อีกหรือไม่ ถ้า ป.ป.ช. เชื่อนักการเมืองได้ง่ายขนาดนี้ ตรงกันข้ามกับคดี 44 สส.พรรคก้าวไกล เข้าชื่อ แก้ ม.112 ที่ ป.ป.ช.ดำเนินการอย่างรวดเร็ว และยื่นคำร้องที่ล้อไปกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

“กลุ่ม สว. อิสระรวมตัวกันเพื่อจะสนับสนุนคำร้องของฝ่าย สส. ตามมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยต้องมี สส. และ สว. รวมกัน 1 ใน 5 หรือ 140 รายชื่อ ยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ให้นำส่งไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะไต่สวนอิสระตรวจสอบการทำงานของ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน” ดักคอว่า “หวังว่าประธานรัฐสภา จะไม่ดึงเรื่อง หรือจะใช้ดุลยพินิจในการไม่ส่งเรื่อง” ซึ่งท่าทีประธานสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นตัวสำคัญในการส่งเรื่อง หรือจะเล่นเกมอะไรหรือไม่

หลังประชุมพรรคประชาชน “หัวหน้าเท้ง”ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ว่าที่ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาชน เดินหน้าล่าชื่อ สส.ก็ต้องได้ประมาณร้อยคน เสียงฝ่ายค้านพรรคส้มรวมประชาธิปัตย์น่าจะถึง พรรคส้มเองเคลื่อนไหวเรื่องแก้ไขรายมาตรา มาตั้งแต่ช่วงรัฐบาล “อนุทิน 1” โดยเฉพาะเรื่องอำนาจในการถอดถอนองค์กรอิสระ ซึ่งเห็นการทำงานขององค์กรอิสระบ้านเราในหลายๆ เรื่อง เชื่อว่าหลายคนก็สงสัยอยู่ไม่น้อยว่า เอื้อประโยชน์กลุ่มการเมืองไหนหรือไม่

จากหลายเรื่องที่ออกมาจะถูกสร้างกระแส นำไปสู่การปฏิรูปองค์กรอิสระให้ได้ ทั้งในแง่การเลือกคน – หรือรับรองเข้าสู่อำนาจ ที่ให้ยึดโยงประชาชนมากขึ้น มีหลักกำกับการปฏิบัติหน้าที่ให้โปร่งใส เช่น การเปิดเผยความคืบหน้าคดี และถูกถอดถอนได้ ซึ่งตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราที่พรรคส้มเตรียมไว้ จะให้ตั้งกรรมการจากหลายฝ่ายมาพิจารณา ถ้าองค์กรอิสระทำตัวเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองไหน ขั้วตรงข้ามก็ถูกเล่นงานตลอด ต้องหยุดเรื่องนี้

ถ้าละอายเรื่องทุจริตเยอะ อยากแก้ปัญหา ก็ต้องป้องกันองค์กรตรวจสอบที่ถ่วงดุลไม่ให้มีโอกาสทำทุจริตเสียเอง.