เนื่องจากช่วงนี้อยู่ในภาวะวิกฤตพลังงาน และรัฐมนตรีที่ตั้งมาส่วนใหญ่ก็เป็นคนหน้าเก่าที่ทำงานด้วยกัน ถ้าใครเกียร์ว่าง “นายกฯหนู” จะตำหนิเอง  ถ้าแถลงนโยบายได้ก่อนสงกรานต์ จะได้พิสูจน์ฝีมือรัฐบาลใหม่ที่จะปลุกเศรษฐกิจช่วงเทศกาลสำคัญให้ได้ พลังงานต้องไม่ขาดแคลนและไม่แพงเกินไป

ปัจจัยบั่นทอน กัดเซาะความมั่นคงของรัฐบาล เวลานี้ ที่เห็นบ่อยที่สุด  คือ มีข้อโจมตีว่า ทำไมเอา “นายทุนพลังงาน”มาดูสถานการณ์น้ำมัน ทำให้กองแช่งรัฐบาลจ้องจับผิดเรื่องมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ใช้ข้อมูลคนในเตรียมการอะไรเพื่อกิจการตัวเองหรือเปล่า เป็นนายทุนพรรคหรือไม่  นาทีนี้ “โกเกี๊ยะ”พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม โดนหนัก ยิ่งพอขยับราคาน้ำมันขึ้นทีเดียวลิตรละหกบาท เสียงวิจารณ์ การตั้งข้อสังเกตเชิงลบยิ่งหนัก


“นายกฯหนู”กระโดดเข้ามาปกป้องว่า “ผมไม่อนุมัติให้ท่านลาออก จากที่ท่านเคยเขียนใบลาออกจาก ผอ.ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ( ศบก.) เพราะท่านทำงาน รู้กลไก ไม่มีใครกล้าคิดถึงผลประโยชน์ของตัวเอง  สมมุติท่านพิพัฒน์เพียงแค่คิดว่า ถ้ามีนโยบายแบบนี้ แล้วจะเกิดประโยชน์กับครอบครัวของท่าน ผมก็จับได้  ผมให้ความมั่นใจเลยว่าผมไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้น และไม่มีเรื่องของผลประโยชน์เด็ดขาด” 


อย่างไรก็ตาม “แรงแซะ”ด้านหนึ่งมาจากพรรคร่วมรัฐบาล อาทิ  พ.ต.อ.ทวี สอดส่องหัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์จี้รัฐบาลเปิดเผยต้นทุนจริงของน้ำมัน หลังกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบพุ่งทะลุ 35,000 ล้านบาทภายในสัปดาห์เดียว “น้ำมันที่ขายวันนี้คือต้นทุนนำเข้าเมื่อ 3 เดือนก่อนซึ่งราคาต่ำกว่าปัจจุบันมาก การอ้างราคาตลาดสิงคโปร์ จึงเท่ากับประเคนกำไรส่วนต่างมหาศาลให้โรงกลั่น” และว่า ไทยกำลังแบกราคาพุ่งสูงอย่างไร้เหตุผล  

นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านแอพพลิเคชั่น X  ว่า  “นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมสาธารณะอย่างหนัก เพราะเหตุมีผลประโยชน์ทับซ้อน ยังทันหรือไม่ที่จะระงับการตั้งนายพิพัฒน์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีของ “อนุทิน 2” ขืนตั้งไปกลัวว่า นายอนุทิน จะต้านไม่ไหว กระแสเสื่อมศรัทธาจะตามมา ระงับตั้งคนอื่นยังทันอยู่  ผมวิจารณ์ในฐานะจะเป็นฝ่ายรัฐบาลด้วยกันด้วยความสุจริต” 

ท่าทีของ พรรคร่วมรัฐบาล ดูไม่เป็นคุณกับพรรคผู้จัดตั้งรัฐบาล  อาจเป็นเพราะเสียงวิจารณ์สถานการณ์เชิงลบแรงมาก  พรรคการเมืองบางพรรคเลือก “ปล่อยบางคนเล่นตามกระแส” มาเก็บความนิยมจากขั้วตรงข้ามรัฐบาล  ครม.”อนุทิน 2” ดูจะตกที่นั่งลำบาก ภาพลักษณ์พังเพราะการขึ้นราคาน้ำมันตูมเดียว 6 บาท  เสียงสะท้อนจากฝ่ายต่างๆ บอกว่า “ไม่มีคำอธิบายที่สมเหตุ สมผลพอ” จะอ้างถ้าขายถูกมีกองทัพมดขนไปเพื่อนบ้าน คนฟังก็ไม่คล้อยตามเหตุผลนี้


มรสุมราคาน้ำมันก็ไม่รู้จะยุติอย่างไร ขนาดตัว “นายกฯ หนู” ก็ยังไม่กล้ารับประกันอะไร ผู้นำหลายประเทศทั่วโลกก็คงเหมือนกัน เพราะสถานการณ์ในตะวันออกกลางอ่อนไหวมาก มรสุมน้ำมันยังไปลงหนักที่ “รมต.แต๋ม”ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์  ตั้งแต่ข้อถกเถียงว่า กระทรวงพาณิชย์ควบคุมราคาน้ำมันได้หรือไม่ สุดท้ายอ้างคำสั่งศาลปกครองเป็นเรื่องกระทรวงพลังงาน แต่เรื่องของแพงก็กระหน่ำรัฐมนตรีหญิงแกร่งไม่หยุด คงเพราะเป็นจุดขายของพรรคภูมิใจไทย


สถานการณ์น้ำมันแพง “พรรคร่วมรัฐบาล” ก็ต้องชิงดีชิงเด่น เล่นเกมการเมือง เผื่อสบช่องมีโอกาสเปลี่ยนขั้วอำนาจได้เร็ว เนื่องจากปัญหาถาโถมหนัก หรืออาจเกิดเหตุที่ต่อไป รัฐบาลถูกครหารุนแรงจนคะแนนนิยมทรุดฮวบ พรรคอื่นๆ นอกจากพรรคภูมิใจไทยก็ฉวยโอกาสสร้างคะแนนนิยมให้ตัวเองได้ การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรอยู่แล้ว เผลอๆ พรรคเพื่อไทยเจาะยางรัฐบาลซ้ำอีกเรื่องปัญหาฝุ่นควันภาคเหนือ เพราะพรรคเพื่อไทยเองก็ต้องการฐานที่มั่นกลับคืน

โดนโจทย์ยากเรื่องราคาพลังงาน ทำหืดขึ้นคอ ไม่มีช่วงให้ฮันนีมูน รัฐบาล “อนุทิน 2” จึงเริ่มต้นด้วยความหนักหน่วง.