สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ว่า นายมาร์โก รูบิโอ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ กล่าวระหว่างการปรากฏตัวในรายการ “แฮนนิตี” ของสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ ว่า หลังจากความขัดแย้งนี้จบลง สหรัฐจะต้องทบทวนความสัมพันธ์นั้นอีกครั้ง และต้องทบทวนคุณค่าขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต)
เขาเสริมว่า “ท้ายที่สุดแล้ว” การตัดสินใจจะนำโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ
SECRETARY RUBIO: We’ll have to reexamine whether NATO is serving its purpose or has now become a one-way street where America is simply in a position to help Europe but when we need the help of our allies, they deny us basing rights and overflight. pic.twitter.com/sosbdL5iBc
— Department of State (@StateDept) April 1, 2026
ในการสัมภาษณ์กับนายฌอน แฮนนิตี ผู้ดำเนินรายการ รูบิโอกล่าวว่า เขาเป็นหนึ่งในผู้ปกป้องนาโตที่แข็งแกร่งที่สุด ในขณะที่ดำรงตำแหน่งในวุฒิสภาสหรัฐ เนื่องจากเขาเห็นคุณค่าในนาโตเป็นอย่างมาก โดยส่วนใหญ่มาจากการมีฐานทัพทหารในยุโรป ซึ่งได้ช่วยให้กองทัพสหรัฐสามารถแผ่ขยายอำนาจไปยังส่วนต่าง ๆ ของโลกได้
เขาเสริมว่า แต่หากเรามาถึงจุดที่สหรัฐไม่สามารถใช้ฐานทัพเหล่านั้นได้อีกต่อไป และความจริงที่ว่า สหรัฐไม่สามารถใช้ฐานทัพนาโต เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของอเมริกา “นาโตก็เป็นผู้ได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว” เสมือนกับถนนที่แล่นรถทางเดียว
SECRETARY RUBIO: Why are we in NATO? You have to ask that question. Why do we send trillions of dollars and have all of these American forces stationed in the region, if in our time of need, we won't be allowed to use those bases? pic.twitter.com/DdYahXhli0
— Department of State (@StateDept) April 1, 2026
รูบิโอกล่าวอีกว่า รัฐบาลวอชิงตันไม่ได้ขอให้พันธมิตรนาโต ทำการโจมตีทางอากาศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสงครามต่ออิหร่าน แต่เมื่อสหรัฐต้องการให้นาโตอนุญาตให้ใช้ฐานทัพ “คำตอบกลับเป็นไม่” พร้อมทิ้งท้ายว่า หากเป็นเช่นนั้น “ทำไมเราถึงยังอยู่ในนาโต?”
ความคิดเห็นของรูบิโอเกิดขึ้นหลังหลายประเทศในยุโรป ได้จำกัดการใช้ฐานทัพของกองทัพสหรัฐ ในดินแดนของตน เช่น อิตาลีที่ปฏิเสธไม่ให้เครื่องบินของสหรัฐลงจอด ขณะเดินทางไปยังตะวันออกกลาง และสเปนที่สั่งปิดน่านฟ้าสำหรับเครื่องบินสหรัฐ ที่ปฏิบัติภารกิจต่อต้านอิหร่าน.
เครดิตภาพ : AFP



