เมื่อวันที่ 1 เม.ย. กรณีมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ ที่ส่งผลให้เกิดฝุ่น PM2.5 อยู่ในระดับที่กระทบต่อสุขภาพ และจุดความร้อนที่ทำสถิติสูงสุด กว่า 4 พันจุด รวมทั้งมีการเผยแพร่เอกสารการจ้างเหมาปฏิบัติงานบริหารจัดการเชื้อเพลิง (ชิงเผา) ในพื้นที่ป่า นั้น
นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ตามเอกสารการว่าจ้างฯ ชิงเผา เป็นของกรมป่าไม้ ซึ่งต้องรอทางกรมป่าไม้ชี้แจง แต่ในส่วนของกรมอุทยานฯ การชิงเผา ได้ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ทั้งหมด ไม่ได้มีการว่าจ้างแต่อย่างใด โดยตรรกะแล้วงบปกติของแต่ละหน่วยงานในแต่ละปี มีตัวเลขงบแน่นอนอยู่แล้ว คงไม่มีใครจะไปเผาเพื่อให้ทํางานหนักขึ้นไม่มีเหตุผล ซึ่งมักมีวาทกรรมแบบนี้พูดกันทุกปี เรื่องนี้พูดลอยๆ ไม่ได้ ทุกหน่วยงานที่ช่วยกันดับไฟป่าจะเสียหาย
นายอรรถพล อธิบายความหมายของการชิงเผา ว่า การชิงเผา (Prescribed Burning หรือ Controlled Burning) คือการบริหารจัดการเชื้อเพลิงโดยการชิงจุดไฟเผาในพื้นที่ที่กำหนดไว้ ภายใต้การควบคุมและสภาพอากาศที่เหมาะสม เพื่อลดปริมาณเศษใบไม้ กิ่งไม้แห้ง ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักที่ทำให้เกิดไฟป่ารุนแรงครับ
นี่คือข้อมูลสรุปประเด็นสำคัญของการชิงเผา ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลัก คือ 1.การลดปริมาณเชื้อเพลิง กำจัดสะสมของเศษซากพืชแห้งในช่วงก่อนเข้าหน้าแล้ง เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมจนเมื่อเกิดไฟจริงแล้วจะรุนแรงจนคุมไม่ได้ 2.สร้างแนวกันไฟธรรมชาติ โดยพื้นที่ที่ถูกชิงเผาไปแล้วจะไม่มีเชื้อเพลิงเหลือพอให้ไฟป่าลามผ่านได้ และ 3.ฟื้นฟูระบบนิเวศ เพราะป่าบางประเภท เช่น ป่าเต็งรัง หรือป่าสน ต้องการไฟในระดับที่ไม่รุนแรงเพื่อช่วยในการผลัดใบ การงอกของเมล็ดพันธุ์ และกำจัดวัชพืชที่แก่งแย่งอาหาร
ส่วนหลักการปฏิบัติ “ชิงเผา” ที่ถูกต้อง ไม่ใช่การจุดไฟทิ้งขว้าง แต่มีขั้นตอนทางวิชาการรองรับ โดยการวางแผน (Planning) กำหนดพื้นที่เป้าหมายและช่วงเวลา (Window) ที่เหมาะสม คำนึงถึงสภาพอากาศ ความชื้นในอากาศ ความเร็วลม และทิศทางลม เพื่อไม่ให้ไฟลามเข้าพื้นที่ที่ไม่ต้องการ หรือสร้างปัญหาฝุ่นควันมากเกินไป รวมทั้งการทำแนวล้อมพื้นที่ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและทำแนวกันไฟรอบจุดที่จะเผาอย่างเข้มงวด
สำหรับข้อดีและข้อจำกัด และความเสี่ยง คือ ลดความรุนแรงของไฟป่าในช่วงฤดูแล้งจัด หากคำนวณทิศทางลมผิด ไฟอาจลามควบคุมไม่ได้ ประหยัดงบประมาณและกำลังคนมากกว่าการดับไฟป่า ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ (PM 2.5) ในระยะสั้น และช่วยรักษาสมดุลของป่าบางประเภท หากเผาบ่อยเกินไปอาจทำลายจุลินทรีย์ในดินและสัตว์ป่าขนาดเล็ก
ขณะที่ความแตกต่างระหว่าง “ไฟป่า” กับ “ชิงเผา” โดยไฟป่า (Wildfire) เกิดขึ้นเองหรือคนจุดโดยไม่คุม ทิศทางสะเปะสะปะ รุนแรง และทำลายล้างสูง ส่วนการชิงเผา (Prescribed Burn) กำหนดขอบเขตชัดเจน มีเป้าหมายเพื่อป้องกัน และมีเจ้าหน้าที่ควบคุมอย่างใกล้ชิด
ในปัจจุบัน กรมอุทยานแห่งชาติฯ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากการ “ห้ามเผาเด็ดขาด” มาเป็นการ “บริหารจัดการเชื้อเพลิง” มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และความจำเป็นของชาวบ้านในบางพื้นที่



