ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ถนนวิภาวดีรังสิต นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษหัวข้อ “การพัฒนาการศึกษาในยุคพลวัตเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยอย่างยั่งยืน” แก่นักศึกษาหลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ประจำปีการศึกษา 2568-2569 โดยเน้นย้ำถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างประเทศผ่านกลไกการศึกษาและนวัตกรรม เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

นายยศชนัน กล่าวว่า ในโลกยุคพลวัตที่นโยบายและสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงรายวัน มิติของการศึกษาไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงแค่การที่เด็กเดินเข้าโรงเรียน หรือการพัฒนาหลักสูตรเท่านั้น แต่ต้องมองลึกลงไปถึงสภาพแวดล้อมและแรงจูงใจในการเรียนรู้ ต้องมองเรื่องความเหลื่อมล้ำในครอบครัวและสังคมด้วย

นายยศชนัน กล่าวอีกว่า กระทรวง อว.ในวันนี้ ไม่ได้มีบทบาทแค่เรื่องมหาวิทยาลัยหรือการวิจัย แต่เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและทำให้สังคมน่าอยู่ โดยมองว่า การศึกษาเป็นทั้งเรื่องเศรษฐกิจและสังคมที่แยกกันไม่ได้ 

นอกจากนี้ นายยศชนัน ได้เสนอแนวคิดเรื่องฟูกรองรับทางสังคม สำหรับครอบครัวที่เผชิญกับภาวะวิกฤติ ไม่ว่าปัญหาสุขภาพหรือเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้ล้มลงทั้งตระกูล รัฐต้องมี Buffer (ตัวลดแรงกันกระแทก) และระบบการ Upskill (พัฒนาทักษะ) เพื่อให้ผู้ประสบปัญหากลับมายืนได้ใหม่ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการทำลายความยากจนข้ามรุ่น เป็นการยกระดับประเทศสู่เศรษฐกิจรายได้สูง

การยกระดับประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูง ต้องเน้นการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ควบคู่กับการอัปเกรดเครื่องยนต์เดิม ผ่านกลยุทธ์หลักที่สำคัญคือ

1.ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เพื่อสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น หุ่นยนต์ เครื่องมือแพทย์ และการเป็น AI Hub ของภูมิภาค 



2.เปลี่ยนเกษตรกรรมแบบเดิมสู่เกษตรล้ำ โดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพิ่มมูลค่า เช่น การทำวิจัยเชิงลึกเพื่อยกระดับสมุนไพรไทยอย่างกระชายหรือหอมแดง ให้มีมูลค่าเท่ากับโสมเกาหลี

3.การมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ด้วยเทคโนโลยีใหม่ เช่น การผลิตปูนซีเมนต์ Low Carbon หรือการใช้จุลินทรีย์ช่วยซ่อมแซมรอยร้าวของวัสดุก่อสร้าง

4 ยกระดับภาคบริการสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับโลก ผ่านการทำ Clinical Trial Hub และนวัตกรรมการรักษาโรคเฉพาะทาง 

นายยศชนัน กล่าวย้ำว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะเกิดขึ้นได้ ประเทศต้องมีความมั่นคงทั้งทางกายภาพและไซเบอร์ รวมถึงหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง โดยได้นำเสนอ Framework เรื่อง Digital Government เพื่อลดปัญหาคอร์รัปชัน

การลดคอร์รัปชัน บางทีไม่ต้องรอแก้กฎหมาย 2-3 ปีด้วยซ้ำ แต่ใช้ระบบดิจิทัลเชื่อมข้อมูลข้ามกระทรวงให้จบในระบบ เมื่อข้อมูลโปร่งใส การตรวจสอบจะเกิดขึ้นทันที นี่คือสิ่งที่ต้องทำก่อนเพื่อสร้างความมั่นใจให้อากาศที่สวิงอยู่กลับมานิ่งพอที่ใครๆ ก็อยากมาลงทุน

รมว.การอุดมศึกษาฯ กล่าวถึงสาระสำคัญของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับปฏิรูป ที่จะเข้ามาเป็นรากฐานใหม่ของประเทศ ว่า มีหัวใจสำคัญคือ การเชื่อมโยงระบบการศึกษาสู่ตลาดงาน มุ่งเน้นการผลิตคนให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม New Growth Engine, ยกระดับทุนมนุษย์ทุกมิติ ไม่ได้ดูแลแค่เด็กนักเรียน แต่รวมถึงการ Upskill แรงงานและพัฒนาครูอย่างเป็นระบบ

มีการจัดตั้งบอร์ดบริหารที่จะรวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากทั้งฝั่งการศึกษา และตลาดแรงงานมาดูแลหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตามพลวัตโลก และดูแลสวัสดิภาพครูไปพร้อมกัน

“การศึกษาลูกหลานเราไม่ใช่แค่เรื่องของกระทรวงศึกษาฯ หรือกระทรวง อว. แต่เป็นเรื่องของคนไทยทุกคน ในการศึกษา ใช้ระบบดิจิทัลมาช่วยลดภาระงานเอกสารของครู และจัดการงบประมาณให้ทั่วถึงและโปร่งใส เพื่อให้ครูมีเวลาโฟกัสกับการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กอย่างเต็มที่ สถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ตรงแยกแห่งความหวัง ที่ทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โลกร้อน และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีพร้อมกัน เราจึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างในทุกมิติ โดยเริ่มจากการศึกษาเป็นอันดับแรก” 

“ผู้นำต้องคาดเดาให้ได้ว่าในอนาคต ประเทศต้องไปยืนรออยู่ที่ไหนก่อน แม้จะโดนด่า ไม่เป็นอะไรเลย ต้องอธิบายให้ประชาชนรับรู้ว่าอะไร เพราะในวันที่เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง 6G หรือ Digital Twin ของทรัพยากรน้ำมาถึง หากเราเตรียมตัวไว้พร้อม เราจะเป็นที่หนึ่งในเวทีโลก” นายยศชนัน กล่าว