เรียกได้ว่ากลายเป็นชอตประทับใจที่แชร์กันว่อนโซเชียลกันเลยทีเดียว สำหรับนักแสดงหนุ่ม “ฟรอยด์ ณัฏฐพงษ์” ที่ก่อนหน้านี้ได้เดินทางไปร่วมการแข่งขัน “Kyoto Marathon 2026” ณ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากจะสร้างสถิติวิ่งมาราธอน 3 รายการติดในรอบ 3 เดือนได้สำเร็จแล้ว สิ่งที่ทำเอาคนทั้งสนามยิ้มตามคือโมเมนต์ที่เจ้าตัวพุ่งตัวไปจุ๊บ “การ์ตูน” แฟนสาวที่มาคอยเชียร์ถึงขอบสนามทันทีที่เข้าเส้นชัย ทำเอากลายเป็นชอตไวรัลที่ทำเอาคนรอบข้างและชาวโซเชียลยิ้มตามกันทั้งไทม์ไลน์เลยนั้น
ล่าสุดหนุ่มฟรอยด์ ได้เดินทางมาร่วมงาน BROOKS Flex The Rules Bangkok ณ noble PLAY เพลินจิต ซึ่งเจ้าตัวได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเผยจุดเปลี่ยนชีวิตจากอดีตที่เคยดื่มหนักจนอ้วก กลายมาเป็นซ้อมหนักจนอ้วกแทน พร้อมเปิดใจความสัมพันธ์แฟนสาวสายลุย คบ 2 ปีสุดแฮปปี้ ไลฟ์สไตล์ตรงกันจนกลายเป็นคู่รักนักสู้ด้วย

ฟรอยด์ ณัฏฐพงษ์ เผยว่า “ไปเกียวโตมาราธอนมาก็ประมาณเมื่อเดือนที่แล้ว จะ 2 เดือนแล้ว ก็สนุกมากครับ คือเป็นมาราธอนที่ 3 ในรอบ 3 เดือนติดนะ เพราะว่าก่อนหน้านี้เมื่อตอนพฤศจิกายนก็เป็น ATM เนอะ ATM เสร็จแล้วก็บุรีรัมย์ แล้วก็ต่อเกียวโตมาราธอนนะครับ คือจริงๆ ผมเป็นคนที่ไม่ได้วิ่งเร็วเหมือนอย่างคนอื่นเขา แต่ว่าเป็นคนที่เน้นเรื่องของแบบ Endurance ระยะยาว ก็คือเราจะสามารถที่จะ Maintain ในการแข่งติดต่อกันแบบหลายๆ เรซกันได้ คือล่าสุดก็เพิ่งไป HYROX มา ก็ลงทั้งเดี่ยวทั้งคู่ อะไรอย่างเงี้ย ก็เลยรู้สึกว่าการเพิ่มแบบ Strength ร่างกาย การ Weight Training เพิ่มเนี่ย ผมรู้สึกว่ามันทำให้เราวิ่งได้สนุกขึ้น แล้วก็ออกกำลังกายได้ยาวนานมากขึ้น จริงๆ วิ่งครั้งนี้ไม่ได้เป็นเป้าหมายนะ แต่ว่ามันเป็นด้วยงานพอดี งานที่เข้ามาพอดี คือไปมาราธอนมันมีงานเข้ามาติดต่อกันมาพอดี 3 อันติด ก็เลยรับในช่วงๆ เดียวกัน แต่คือเราก็มีเป้าหมายว่าเราจะไม่ได้กะทำเวลาอะไรอยู่แล้ว เรากะวิ่งให้พอวิ่งจบก็คือสามารถที่จะไปทำงานต่อได้ แล้วก็ใช้ชีวิตประจำวันได้ครับ คือการวิ่งแต่ละที่ผมว่าแต่ละเรซเนี่ยมันสนุกไม่เหมือนกันเลย ด้วยบรรยากาศ ด้วยสถานที่ ด้วยผู้คนต่างๆ อย่างที่ประเทศไทยบรรยากาศก็อีกแบบหนึ่ง ซึ่งบรรยากาศมาราธอนในแต่ละงานก็ไม่เหมือนกัน บุรีรัมย์ก็สนุกอีกแบบหนึ่ง งาน ATM Amazing Thailand Marathon ก็อีกแบบหนึ่ง ส่วนงานที่เมืองนอกมันก็จะเป็นการจัดงานอีกแบบหนึ่ง คือผมรู้สึกว่ามันได้เห็นวงการวิ่งพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ ในบ้านเราแล้วก็ต่างประเทศ

ส่วนเป้าหมายหลังจากนี้คือเอาจริงๆ ผมไม่ได้รู้สึกว่าชื่นชอบมาราธอนมากขนาดนั้น แต่คือผมชื่นชอบในระยะทางที่มันยาวๆ คือผมมีเป้าหมายว่าอย่างปีเนี้ย ผมกะว่าจะลง แต่ลงอะไรไปแล้วแหละ ลงเทรลไป 100 กิโลเมตร 100 ไปปีที่แล้ว แล้วก็คือปีเนี้ยกะว่าจะจบ 100 อีกสัก 200 ก็มี ตอนช่วงเดือนตุลาคมนี้ 100 โล แล้วก็ธันวาคมก็กะว่าจะลงอีก 100 โล แต่เป็นเทรล ก็ไม่รู้เดี๋ยวดูรายการก่อนว่ายังไม่แน่ว่าจะรายการไหน แต่คือผมรู้สึกว่าการทำอย่างเงี้ย มันทำให้เรามีวินัยมากขึ้น ด้วยระยะยาวเงี้ย คือการจะวิ่ง 100 โลได้ คือยิ่งมันเป็นเทรลด้วยอ่ะ มันต้องมาอยู่ในป่าเป็นแบบ 1 วันเต็มๆ อ่ะพี่ 24 ชั่วโมงอัพอ่ะ คือเราต้องเตรียมร่างกาย 1 คือสุขภาพต้องดีก่อน คือตั้งแต่อย่างที่ผมแบบผมดูแลร่างกายมา 2-3 ปีติดเนี่ย ผมเลิกเลิกดื่มเหล้า เลิกปาร์ตี้ อะไรอย่างเงี้ย ผมรู้สึกว่า เฮ้ย เรารักตัวเองมากขึ้นว่ะ เรารู้สึกว่าเราทำได้ว่ะ 100 โลแรกเราวิ่งผ่านมา เราจบมาได้ เรารู้สึกว่าแบบ เฮ้ย มันคือมันคือความสุขของเราละ มันคือสิ่งที่ได้มากกว่าแค่การฝึกซ้อมละ มันคือคุณค่าในชีวิตที่เรามอบให้กับตัวเอง มันคือกิฟต์ที่เรามอบให้กับตัวเองมากกว่า คือนอกเหนือจากเรื่องงานครับ งานก็ส่วนหนึ่ง งานก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เรารักแล้วก็แพสชั่น แต่เวลาส่วนตัวที่ผมเอามาให้กับการฝึกซ้อมหรือว่าการแข่งขันเนี่ย มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นเนี่ย ถ้าเอา 2 อย่างมารวมกันเนี่ย สุดท้ายแล้วมันก็จบที่คำว่า การมีวินัยในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือว่าการออกกำลังกาย ถ้าถามว่ามีผลกับงานในวงการมั้ย คือไม่ค่อยมีมากนะ เพราะส่วนใหญ่ ณ ปัจจุบันเนี้ย ผมจะรับเป็นอีเวนต์กับรายการแบบออนไลน์ต่างๆ แล้วก็เป็นรายการทีวี ฟรีทีวีทั่วๆ ไป เพราะฉะนั้นถ้าเป็นรายการ มันสามารถที่จะจัดตารางแบ่งเวลาได้ แต่ถ้าเป็นละคร บางทีมันเป็นคิวฟิกซ์เนอะ เพราะแบบ 3 วันต่ออาทิตย์ 5 วันต่ออาทิตย์ ซึ่งอาจจะไม่ได้ แล้วก็ผมรู้สึกว่าตอนนี้ผมเอ็นจอยกับการบาลานซ์ชีวิตในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแบบการทำงาน รับงานด้วย แล้วก็การที่จะเอาเวลามาออกกำลังกาย หรือว่ามาแข่งขันกีฬาต่างๆ ครับ”

ฟรอยด์ ณัฏฐพงษ์ เผยต่อว่า “เวลาลงวิ่งส่วนใหญ่ก็จะชวนเพื่อนไปนะ แล้วก็ชวนแฟนไปด้วย เพราะว่ารู้สึกว่าพอไลฟ์สไตล์เราโตขึ้น เรารู้แล้วว่า เฮ้ย เรามีกลุ่มที่ไลฟ์สไตล์แบบเนี้ยชัดเจน แต่พอตอนเราวัยรุ่นอ่ะ เรายังไม่รู้นะพี่ เราก็ไปเที่ยว ไปปาร์ตี้ต่างๆ แล้วก็เพื่อนกลุ่มนั้นมาจากแก๊งนี้ เพื่อนกลุ่มนี้มาจากแก๊งนั้น อะไรอย่างเงี้ย เรายังไม่รู้ แต่พอโตขึ้นเรามีเป้าหมายชัดเจนแล้วว่า เฮ้ย เราอยากแบบอยู่บนโลกนี้อย่างแบบมีคุณค่าในตัวเอง แล้วก็มีความสุข แล้วก็จะเลือกคบคนที่แบบไลฟ์สไตล์คล้ายๆ เราละ เป็นแบบสายแอคทีฟ สายแบบสายทำกิจกรรมต่างๆ ดูแลตัวเองอะไรอย่างเงี้ย อย่างเมื่อวานเนี่ยผมไปเทรนมา เดี๋ยวนี้เขามีแต่กินเหล้าแล้วอ้วกใช่ปะ ผมไปซ้อมจนอ้วกเว้ย เมื่อวานผมไปซ้อมจนอ้วก ตอนเด็กคิดว่าเมื่อก่อนกินเหล้าจนอ้วก เดี๋ยวนี้โตมาแล้วแบบออกกำลังกายจนอ้วกเว้ย เออ ไลฟ์สไตล์เราเปลี่ยนไปจริงๆ พี่ อย่างแฟนผมเจอกันในวงการวิ่ง เจอกันในวงการกีฬานี่แหละครับ แล้วก็รู้สึกว่าไลฟ์สไตล์มันแบบตรงกัน แล้วก็ Mindset ทิศทางในการแบบใช้ชีวิตมันตรงกัน ก็เลยแบบว่าน่าจะไปกันต่อได้ดี ปกติเราคือลงวิ่งด้วยกัน แต่ว่าอาจจะคนละระยะ หรือว่าถ้าเกิดลงเนี่ย ก็อาจจะแบบสมมุติมันอาจจะไม่เท่ากัน หรือผมก็อาจจะบอก เออไปก่อนนะ หรือว่าถ้าเรซไหนที่เราตกลงกันว่าเราจะไปด้วยกัน อย่างงานล่าสุดอย่างบุรีรัมย์กับ ATM เงี้ย ก็กะว่าจะไปด้วยกัน ก็วิ่งมาราธอนด้วยกันจนจบอะไรเงี้ย ผมว่ามันก็สนุกดี แล้วเกียวโตมาราธอนคือ เกียวโตไม่ได้ไปครับ ไปเป็นกองเชียร์ครับ

เรื่องซีนจูบอันนี้ใช่มั้ย คือปกติผมก็จะเป็นฟีลแบบเป็นแบบว่า แบบเติมกำลังใจอะไรอย่างงี้ ก็แบบมีจุ๊บๆ อะไรอย่างงี้อยู่แล้ว ส่วนมีโมเมนต์หวานก็มีเยอะนะครับ คือส่วนใหญ่จะเป็นฟีลแบบเล็กๆ น้อยๆ อะไรอย่างเงี้ย เพราะดูภายนอกมันเหมือนอาจจะดูแบบลุยๆ กันใช่มั้ย แต่ว่าจริงๆ แล้วคือเวลาอยู่ด้วยกันมันก็มี เขินจนหายเขินแล้ว เขินจนแบบ เออ ทำให้มันเป็นเรื่องธรรมดาไปเลยเงี้ย ก็เห็นนักข่าวก็เลยจูบโชว์มันไปเลยอะไรเงี้ย เออ มันจบๆ ไป ส่วนเรื่องที่ทำให้คนแบบอยากจะเข้าวงการวิ่ง เพราะว่าเข้ามาเจอใครสักคนในวงการนี้ ผมว่าทุกๆ วงการมันดีหมดเลยพี่ วงการกีฬาไม่ใช่แค่วิ่งอย่างเดียว บางคนอาจจะชอบตีแบด คนที่ชอบตีแบดก็มี คนที่ชอบเล่นบาส คนที่ชอบเล่นบอล แต่ก็แล้วแต่สเปกของแต่ละคน คือทุกวงการผมว่ามันมีทั้งดีและไม่ดี อยู่ที่คุณจะเลือกว่าคุณจะเลือกไปคบกับคนที่คุณต้องการที่จะพาไปในทางที่ดีหรือเปล่า หรือว่าจะมัวแต่ไปนินทาวงการนู้นวงการนี้กัน มึงไม่ชอบไอ้นั่นเลย ไอ้นั่นได้นู่นได้นี่อะไรเงี้ย มันก็จะไม่มีอะไร คือผมว่าทุกอย่างมี 2 ด้านหมดครับ”

ฟรอยด์ ณัฏฐพงษ์ เผยทิ้งท้ายว่า “ตอนนี้คบ 2 ปีกว่าครับ ที่ผ่านมาผมว่าแฮปปี้นะครับ แล้วก็มั่นคง แล้วก็คือผมว่าอย่างคู่เรามันเป็นคู่แบบนักสู้ คือเจอเรซไหนไม่ได้ เฮ้ย ลง ถ้าเธอลงชั้นลง เธอลงชั้นลง อย่างเงี้ย อย่างวิ่งเท่าไหร่ อ่ะวิ่งก็วิ่งด้วย วิ่งเทรล 30 โล อ้า ลงก็ลง 30 HYROX ลงมั้ย อ้า ลงดิ ลงก็ลงด้วยกัน คือไม่มีใครห้ามใคร อยากจะลงแข่งอะไรลงไปได้เลย อย่างซ้อมกันก็มีเหนื่อยนะ แต่ผมจะเป็นสายแบบเป็นสายดุ เป็นสายแบบไปต่อดิ แบบเพราะว่าถ้าเกิดตอนแข่งมันเหนื่อยกว่านี้ เพราะตอนซ้อมเราต้องเหนื่อยให้สุด ไปๆ มาๆ ผมเหนื่อยก่อนเค้า อ้วกแตกเมื่อวาน สายดุดัน คือเพราะผมรู้สึกว่าถ้าจะเหนื่อยให้มันเหนื่อยให้สุดตอนซ้อม อย่าไปเหนื่อยตอนแข่งจริง เพราะตอนแข่งจริงเราต้องไม่มีเหนื่อยแล้วต้องใส่ให้สุด แต่ถ้าถามว่ามีทะเลาะอะไรกันมั้ย ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่ผมอาจจะไม่ค่อยแบบรีแอคชั่นกับเขา เพราะบางทีผมกำลังทำอะไรอยู่เงี้ย แล้วผมไม่ได้ฟัง หรือว่าไม่ได้ตอบ เขาก็จะประมาณแบบ ไม่ได้ยินเหรอ อะไรอย่างเงี้ย คือผมว่าเวลาทำอะไรผมจะโฟกัสเป็นอย่างๆ ไป ก็เลยอาจจะไม่ได้ตอบ หรือบางทีอาจจะได้ยินแล้วแหละ แต่ว่าอาจจะตอบช้า ก็เลยอาจจะเป็นเรื่องที่เราแบบดีเลย์ๆ อยู่นิดนึงครับ

มันก็มีบางเรื่องแหละพี่ อย่างเช่นแบบมายด์เซตต่างๆ ที่บางทีมันคนละคนคนละครอบครัว คนละสังคม แต่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่มากพี่ มันไม่ได้มีอะไรที่มันเป็นปัญหาใหญ่โตที่เราจะแก้ไม่ได้ เพราะผมว่าทุกปัญหาถ้าเกิดเราแก้ด้วยกันได้ คุยกันตลอดมันก็จบครับ หลายๆ คนลุ้นข่าวดีอันนี้ ยังไม่กล้าพูดตอนนี้เลยนะครับ ผมก็ไปเรื่อยๆ ดีกว่าครับ เรามีวางแพลนมั้ย ยังไม่มีอะไรเลยครับ ไม่มี ก็คือวางแผนก็คือจะไปแข่งอะไรกันเมื่อไหร่ดี แค่นั้นเอง เท่านั้นอย่างเดียวเลยนะตอนนี้ครับ แต่ว่าชีวิตตอนนี้โอเคมาก ๆ เลยครับ สนับสนุนซัพพอร์ตกันเรื่อยๆ ครับ”



