กรณี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พร้อมคณะทำงานเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. และในฐานะ ผอ.ศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ร่วมกันลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นผู้ค้าขนาดใหญ่ที่รับผิดชอบพื้นที่การขนส่งน้ำมันในภาคใต้ตอนบน รวม 6 จุด เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ไหนว่าไม่มี! ดีเอสไอเจอแล้ว ‘คลังน้ำมันยักษ์ใหญ่’ ตุนน้ำมันผิดปกติก่อนปรับราคา

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 2 เม.ย. พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกดีเอสไอ เปิดเผยว่า จากการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบคลังน้ำมันขนาดใหญ่ 6 จุด ใน จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 คือ เป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ที่มีคลังน้ำมันในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อจำหน่ายให้กับภาคใต้ตอนบน 8 จังหวัดเป็นหลัก อย่างไรก็ดี คณะทำงานพบข้อมูลจากการลงพื้นที่ตรวจสอบว่ามีบางจุดใน 6 บริษัทดังกล่าว ที่มีพฤติการณ์น่าสงสัยว่า มีปริมาณน้ำมันคงคลังในเดือน มี.ค. 69 มีปริมาณการรับเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าคลังมากกว่าการขายออกไป

ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบการประกอบธุรกิจในเดือน ก.พ. 69 ที่มีการรับเข้าและจำหน่ายออกในภาพใกล้เคียงกัน เพราะโดยหลักการ น้ำมันจะมี 4 ส่วน คือ 1.คงคลังจากเดือนที่แล้ว 2.รับเข้าใหม่ 3.ขายออก 4.ปริมาณคงค้างในวันที่ 31 มี.ค. 69 ที่เหลือมากกว่าปกติ ดังนั้น เมื่อนำตัวเลขทั้งหมดมาเทียบเคียงกัน ระหว่างการรับเข้า การจำหน่ายขายออก และปริมาณคงคลังแล้วมันผิดไปจากอัตราส่วนในเดือน ก.พ. 69 ซึ่งมันแตกต่างค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะในเดือน มี.ค. 69 พบมีน้ำมันอยู่ในสต๊อก 2 ล้านลิตร แต่อัตราขายในเดือน มี.ค. 69 กลับลดเหลือไม่กี่แสนลิตร ขณะที่ปริมาณน้ำมันคงคลังเพิ่มขึ้นเป็นล้านลิตร ต่างจากตอนเดือน ก.พ. 69 ที่มีอัตราจำหน่ายขายออกน้ำมันหลักล้านลิตรเท่ากัน

ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าว ผู้เกี่ยวข้องของบริษัทฯ จำเป็นต้องอธิบายชี้แจงต่อพนักงานสอบสวนท้องที่และพาณิชย์จังหวัด โดยหากพบความผิดปกติจริง ๆ ทางพาณิชย์จังหวัดจะเป็นผู้กล่าวโทษกับพนักงานสอบสอบสวนท้องที่ จากนั้นเมื่อมีองค์ประกอบความผิดใดเข้าข่ายกฎหมายตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ก็จะได้รับไปพิจารณาตามลำดับ เช่น หากเป็นคดีความผิดอาญาอื่น หรือเป็นเรื่องที่กระทบต่อเศรษฐกิจการคลังโดยตรง ก็จำเป็นต้องนำเรื่องประมวลเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) เพื่อพิจารณา

ทั้งนี้ หากพบลักษณะการกระทำเป็นขบวนการ มีการแบ่งหน้าที่กันทำ ก็จะได้พิจารณาถึงฐานความผิดประมวลกฎหมายอาญาอั้งยี่ และขยายผลไปสู่การดำเนินงานตามมาตรการฟอกเงินต่อไป