เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” อดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้ออกมาโพสต์ข้อความถึงกรณี “คนละครึ่ง” ควรเป็นอย่างไรในยามวิกฤติลงแฟนเพจ “เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” พร้อมย้ำในสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ประชาชนควรจะประหยัดด้วยการลดการบริโภคสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะเมื่อราคาสินค้าสูงขึ้นรายได้ที่แท้จริงย่อมลดลง

โดยเจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า “คนละครึ่ง ควรเป็นอย่างไรในยามวิกฤติ ในสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ประชาชนควรจะประหยัดด้วยการลดการบริโภคสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะเมื่อราคาสินค้าสูงขึ้นรายได้ที่แท้จริงย่อมลดลง การที่รัฐบาลจะออกนโยบายคนละครึ่งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้เกิดการใช้สอยและบริโภคมากขึ้น จะเป็นการย้อนแย้งขัดกันในนโยบายหรือไม่ ขณะเดียวกันการที่รัฐนำเงินภาษีมาจ่ายให้กับการบริโภคครึ่งหนึ่ง ก็เท่ากับช่วยลดภาระประชาชน หากรัฐบาลจะมีมาตรการคนละครึ่ง ควรมีวัตถุประสงค์อย่างไร ควรจะใช้กับกลุ่มบุคคลทั่วไป หรือควรให้เฉพาะกลุ่มบุคคลใด เน้นที่การบริโภคหรือการผลิตอะไร”

โดยแนวนโยบายคนละครึ่งในยามวิกฤตินี้ เป็นการปะทะกันระหว่างการประหยัดในระดับปัจเจก กับ ความอยู่รอดในระดับมหภาค ซึ่งหากพิจารณาอย่างลึกซึ้ง จะพบว่ามีความย้อนแย้งและคำตอบที่ควรจะเป็น ดังนี้

1.ความย้อนแย้งของนโยบาย ช่วยลดภาระ หรือ กระตุ้นการใช้จ่าย?
ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกสถานการณ์ที่ทุกคนแห่กันประหยัดพร้อมกัน คือถ้าทุกคนหยุดใช้จ่ายเพราะสินค้าแพง ร้านค้าจะขายไม่ได้ โรงงานจะลดการผลิต และสุดท้ายคนจะตกงาน รายได้รวมของประเทศก็จะยิ่งลดลงไปอีก ดังนั้น นโยบาย “คนละครึ่ง” ในสภาวะเงินเฟ้อสูงจากสงคราม จึงทำหน้าที่ “สองขั้ว” ในเวลาเดียวกัน: ในมุมการคลัง เป็นการจ่ายเงินอุดหนุน (Subsidy) เพื่อเพิ่มรายได้ที่แท้จริง (Real Income) ให้ประชาชนมีกำลังซื้อของจำเป็น (เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช) ในราคาที่ถูกลงครึ่งหนึ่ง ถือเป็นการประคองค่าครองชีพ ในมุมการบริโภค หากรัฐบาลไม่ออกแบบเกณฑ์ให้ดี เงินนี้อาจถูกนำไปใช้กับ “สินค้าฟุ่มเฟือย” หรือการบริโภคเกินความจำเป็น ซึ่งจะไปซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อให้สูงขึ้นไปอีก เพราะมีความต้องการซื้อ (Demand) มากเกินไปในขณะที่ของมีน้อย สรุปนโยบายนี้จะย้อนแย้งทันทีหากรัฐบาลเน้น “การกระตุ้น” (Stimulus) เพื่อความคึกคัก แต่จะสมเหตุสมผลหากปรับจุดประสงค์เป็นการ “บรรเทาทุกข์” (Relief) เพื่อการดำรงชีพพื้นฐาน

2.หากจะทำ “คนละครึ่ง” ในยามนี้ ควรทำกับกลุ่มใด?
ในสภาวะที่งบประมาณมีจำกัดและต้องรักษาความมั่นคงทางคลัง การทำแบบ “ถ้วนหน้า” อาจไม่ตอบโจทย์และสิ้นเปลืองเกินไป รัฐบาลควรพิจารณา Targeted Policy หรือการระบุกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ดังนี้

กลุ่มเป้าหมายที่ควรได้รับ (Target Group)
1. กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มคนรายได้น้อย เงินทุกบาทที่ได้มาจะถูกนำไปซื้อของอุปโภคบริโภคทันที ช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากได้จริง

2. กลุ่มแรงงานนอกระบบ/อาชีพอิสระที่มีรายได้น้อย กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานโดยตรง (เช่น วินมอเตอร์ไซค์ พ่อค้าแม่ค้าแผงลอย) เพื่อให้เขาสามารถรักษาสภาพคล่องในการประกอบอาชีพได้

โดยกลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องให้ ดังนี้
-กลุ่มผู้มีรายได้ประจำระดับกลาง-สูง คือ กลุ่มนี้ยังมีเงินออมและสามารถปรับตัวได้ การให้เงินอุดหนุนกลุ่มนี้อาจกลายเป็นการกระตุ้นการบริโภคสิ่งที่ไม่จำเป็น และเป็นการนำภาษีไปช่วยคนที่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว

3. ควรเน้น “กระตุ้นเศรษฐกิจ” หรือไม่ในยามนี้?
คำตอบคือ “ไม่ควรเน้นการกระตุ้นเพื่อความเติบโต (Growth) แต่ควรเน้นการประคอง (Stability)” รัฐบาลควรเปลี่ยนทิศทางจากการกระตุ้นการใช้จ่ายทั่วไป มาเป็นการ “ลงทุนเพื่อลดต้นทุนระยะยาว” แทน เช่น แทนที่จะนำเงินภาษีไปจ่ายค่ากับข้าวครึ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว ควรแบ่งงบส่วนหนึ่งมาทำ “คนละครึ่งเพื่อการผลิต” เช่น ช่วยอุดหนุนค่าปุ๋ยชีวภาพหรือโซลาร์เซลล์สำหรับเกษตรกรและ SMEs การสร้างงานในชุมชน เน้นโครงการที่สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ (เช่น การจ้างงานปรับปรุงสาธารณูปโภคในระดับตำบล) แทนการแจกเงินเพื่อไปซื้อของเพียงอย่างเดียว คนละครึ่งเพื่อการฝึกทักษะอาชีพสำรอง เตรียมไว้ในยุคสังคมสูงวัยเพื่อใช้ในช่วงสูงอายุ หรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป

อีกทั้ง หากรัฐบาลจะเดินหน้า “คนละครึ่ง” หรือนโยบายอุดหนุนในลักษณะนี้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในยามที่สงครามยืดเยื้อ ควรพิจารณา 3 องค์ประกอบหลัก ดังนี้
1. การคัดกรองกลุ่มเป้าหมาย (Targeting)
ใช้ฐานข้อมูลภาษี (PND) + ประกันสังคม ใช้ระบบ “Digital Wallet” หรือแอปพลิเคชันเดิมที่มีฐานข้อมูลอยู่แล้ว มาเชื่อมโยงกับข้อมูลรายได้ที่แท้จริง จะช่วยอุดช่องโหว่เรื่องการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ได้ดี คัดกรองผู้ที่มีรายได้เกินเกณฑ์ออกไป เพื่อประหยัดงบประมาณและนำเงินไปช่วยกลุ่ม “เส้นเลือดฝอย” (แรงงานอิสระ, ลูกจ้างรายวัน) ที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพหนักที่สุด และกลุ่มเปราะบาง เน้นไปที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้พิการ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้คงที่แต่ค่าใช้จ่ายผันผวนตามราคาสินค้า
2. การจำกัดประเภทสินค้า (Scope of Subsidy)
แทนที่จะซื้ออะไรก็ได้ ควรเน้นไปที่ “สินค้าจำเป็นพื้นฐาน” (Food & Essential Goods) เพื่อลดภาระค่าครองชีพจริงๆ ลดการกระตุ้นสินค้าฟุ่มเฟือย: เพื่อไม่ให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ (Demand-pull Inflation) ในขณะที่ราคาสินค้าแพงอยู่แล้ว
3. การเปลี่ยน “การบริโภค” เป็น “การผลิต”
เพื่อเพิ่มรายได้ (Productive Support) โดยเฉพาะในสถานการณ์สังคมสูงวัย

อย่างไรก็ตาม “ขอเน้นย้ำ หากสงครามยืดเยื้อ รัฐบาลควรเปลี่ยนงบส่วนหนึ่งจาก “คนละครึ่งเพื่อกินใช้” มาเป็น “คนละครึ่งเพื่อการผลิต” เช่น อุดหนุนค่าปุ๋ย ค่าเมล็ดพันธุ์ หรือค่าพลังงานสะอาดสำหรับวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านอยู่รอดได้ด้วยตนเองในระยะยาว”

ขอบคุณข้อมูล : เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง