ที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ กล่าวว่า จากสถานการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงในห้วงเดือน มี.ค. จากการสั่งการของนายกฯ ถึงมาตรการงดการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งได้มีประกาศออกไปเมื่อ 6 มี.ค.นั้น พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดในการตรวจสอบ สกัดการส่งออกน้ำมันทางทะเลมาโดยตลอด
“ศรชล.ได้ร่วมกับหน่วยต่างๆ ลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยเฉพาะใน จ.สุราษฎร์ธานี ในส่วนของเส้นทาง พฤติกรรม การเดินเรือที่มีการขนส่งน้ำมัน เส้นทางเดินเรือทางทะเลของไทย จากการตรวจสอบการวิเคราะห์จากฐานข้อมูล ในเดือน มี.ค. มีเที่ยวเรือ 96 เที่ยว พบความผิดปกติในการเดินเรือ จากการเปรียบเทียบจากการเดินเรือปกติ มีการเดินเรือช้าขึ้นกว่าเดิมอยากมีนัย ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เกิดการกักตุนน้ำมัน ด้วยการชะลอการเดินทาง หรือการประวิงเวลาการเดินเรือ”
พบความผิดปกติ 20 เที่ยวเรือ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือผิดปกติจากเดิมที่เคยเดินเรือ 1 วัน มีจำนวน 13 เที่ยว มีปริมาณน้ำมันอยู่ที่ 35,764,709 ลิตร ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณมาก แม้จะเป็นเพียงแค่ 1 วัน แต่มูลค่าของการปรับราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทำให้มีมูลค่าสูง และอีกกลุ่มจะใช้เวลาปกติ ช้าลง 2 วัน มีอยู่จำนวน 7 เที่ยวเรือ ซึ่งมีปริมาณน้ำมันอยู่ที่ 16,235,294 ลิตร ซึ่งหากรวมทั้ง 2 กลุ่มมีอยู่ประมาณ 50 ล้านลิตร ถือเป็นปริมาณน้ำมันที่มีนัย จะต้องมีการตรวจสอบต่อไป
นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลของ ศรชล. ได้พบพฤติกรรมของเรือบางกลุ่มมีการเทียบเรือกลางทะเลเป็นเวลานาน ทั้งตามแนวชายแดนและฝั่งไทย ซึ่งอาจจะมีการขนถ่ายน้ำมัน ซึ่งในเบื้องต้นมีการตรวจสอบข้อมูลแล้ว แต่อยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยละเอียด และจะดำเนินการต่อ หากพบว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่ง ศรชล. มีการดำเนินการในการตรวจสอบเส้นทาง หลังจากนั้น ศรชล.จะประสานกับทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) การส่งข้อมูลต่างๆ เพื่อที่จะดำเนินการให้มีผลทางคดี หากมีการปฏิบัติที่ผิดกฎหมาย การปฏิบัติของ ศรชล. ช่วงนี้เข้มข้นกว่าปกติ และจะไม่ให้มีการเล็ดลอดออกไปเป็นอันขาด



