วิกฤตสงคราม น้ำมันราคาแพง สินค้าพาเหรดขึ้นราคากระทบชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน สมาชิกวุฒิสภาฯ แนะทางรอดของคนไทยให้ปลูกผักเลี้ยงไก่ ขณะที่กระแสโซเชียลเหน็บแนมแนวคิดนี้ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลแก้ปัญหาวิกฤตไม่ได้

ข้อมูลจากกรมอนามัยในปี 2568 คนไทยบริโภคไข่ 236 ฟองต่อคนต่อปี ซึ่ง 90 เปอร์เซ็นต์เป็นไข่ ที่มาจากการเลี้ยงไก่แบบกรงตับ (Battery Cage) บังคับแม่ไก่อยู่แต่ในกรงแคบ ๆ แออัด ขยับตัวแทบไม่ได้ ไม่สามารถแสดงออกซึ่งพฤติกรรมตามธรรมชาติได้เลยตลอดชีวิต ละเมิดต่อหลักการอิสระ 5 ประการ (Five Freedoms)

**สัตว์ที่เลี้ยงเป็นอาหารต้องได้รับการดูแล

กระแสโลกกำลังมุ่งเป้าไปที่การส่งเสริม ให้ผู้คนบริโภคไข่ที่มาจากการเลี้ยงไก่แบบไม่ขังกรง (Cage-free Eggs) เน้นความสะดวกสบาย สุขภาพ และพฤติกรรมตามธรรมชาติ ภายใต้แนวคิดใหม่ของโลกที่ว่า ONE HEALTH ONE WELFARE ONE PLANET หรือสุขภาพของคน สวัสดิภาพของสัตว์ และความยั่งยืนของโลกคือเรื่องเดียวกันที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน สัตว์ที่เลี้ยงเป็นอาหารต้องได้รับการดูแล

นายแพทย์วัชระ พุ่มประดิษฐ์ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหาร บริษัท คะตะลิสต์ จำกัด อธิบายว่า แนวคิด One Health และ One Welfare คือความยั่งยืนของอาหาร เพื่อต่อสู้กับโรคระบาดที่มาจากสัตว์สู่คน แต่ในปัจจุบันต้องขยายเป็น One Welfare คือสัตว์ที่ถูกเลี้ยงเป็นอาหารต้องได้รับการดูแลที่ดีด้วย เพราะหากสัตว์มีความทุกข์ สุดท้ายผลกระทบจะกลับมาสู่มนุษย์ กรณีของโรคติดเชื้อ HIV เกิดจากการบุกรุกป่าและล่าลิงในแอฟริกาจนติดเชื้อสู่คน มีคนเสียชีวิตไปกว่า 40-50 ล้านคน หรือไข้หวัดสเปนที่เกิดจากหมูที่ถูกเลี้ยงอย่างแออัด รวมถึงโควิดด้วย

...หากมนุษย์ไม่ดูแลพันธมิตรที่เป็นสัตว์ สุดท้ายสิ่งมีชีวิตจะล่มสลายไปด้วยกัน…

ทั้งนี้จากการศึกษาในสหภาพยุโรปพบว่า ระบบเลี้ยงไก่กรงตับนี้ นอกจากจะผิดหลักจริยธรรมต่อสัตว์แล้ว ก็ยังอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภคด้วย เช่น การต้องใช้ยาปฏิชีวนะแบบหว่านในปริมาณมาก เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่เกิดจากความเครียดของแม่ไก่ นำไปสู่ปัญหาการดื้อยา ซึ่งกำลังเป็นปัญหาอย่างรุนแรงไปทั่วโลก ขณะที่สหภาพยุโรปมีกฎหมายห้ามใช้ระบบกรงตับมานานแล้ว ตามมาด้วยประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ ในหลายภูมิภาคทั่วโลก

**อียูแบนไข่จากไก่กรงตับ 14 ปีแล้ว

นายแพทย์วัชระกล่าวว่า คะตะลิสต์คือวิสาหกิจเพื่อสังคม มีเป้าหมายเพื่อศึกษาและสร้างพันธมิตรกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และสื่อมวลชน วางตัวเป็น Business Solution ช่วยให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ทิศทางที่ยั่งยืนมากขึ้น โดยไม่ใช้การประท้วงหรือบังคับ ใช้เทรนด์ Sustainability มายกฐานะประเทศไทยจากประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูง ให้กลายเป็นประเทศรายได้สูงอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการหลัก 2 ด้าน ได้แก่

1.Happy Egg (ไข่ไก่ไม่ขังกรง) ขับเคลื่อนการเลี้ยงไก่แบบอารมณ์ดี ทดแทนระบบกรงตับที่ไก่ต้องยืนบนพื้นที่เท่ากระดาษ A4 ตลอดชีวิต ระบบกรงตับถูกแบนในกลุ่มประเทศอียูตั้งแต่ปี 2555 เพราะเรื่องสวัสดิภาพสัตว์และปัญหาการติดเชื้อซาลโมเนลลา (Salmonella) ซึ่งทำให้เกิดท้องเสียรุนแรงหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบในเด็ก มุ่งยกระดับมาตรฐานเทียบเท่ากับไข่ในกลุ่มประเทศ EU

2.Smart Food Index (อาหารเน้นพืช) ส่งเสริมการบริโภคอาหารแบบ Plant-Rich Diet หรือการเน้นพืชเป็นหลัก แนะนำให้งดเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก และเบคอน เพราะองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้เป็นสารก่อมะเร็งอันดับ 1 ของมะเร็งลำไส้ใหญ่ ปัจจุบันคนไทยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้นมากเหมือนคนตะวันตก

**“อาหารดีต่อสุขภาพ” สร้างโลกยั่งยืน

ปัจจุบันคนไทยเสียชีวิตจากโรค NCDs สูงถึง 74% เช่น มะเร็ง หัวใจ เบาหวาน มีคนไทยน้ำหนักเกิน 27 ล้านคน เป็นเบาหวานและความดันแล้ว 20 ล้านคน ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการรักษา 4 โรคหลัก คิดเป็น 9.7% ของ GDP หรือประมาณแสนล้านบาทต่อปี หากรวมมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูญเสียจากการที่คนป่วยหรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควร จะสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ การทำปศุสัตว์แบบฟาร์มยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 14.5% ของโลก หากเปลี่ยนมาใช้ Planetary Health Diet หรือรูปแบบการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ออกแบบโดยคณะกรรมการ EAT-Lancet Commission (คณะกรรมาธิการระดับโลกที่ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์กว่า 30-70 ท่านจากหลายสาขา ร่วมกันจัดทำรายงานเพื่อกำหนดมาตรฐานการกินอาหารที่ “ดีต่อสุขภาพ” ควบคู่กับ “ความยั่งยืนของโลก” เพื่อเปลี่ยนผ่านระบบอาหารโลกให้สามารถเลี้ยงดูประชากร 1 หมื่นล้านคนได้ภายในขีดจำกัดทางสิ่งแวดล้อม) เพื่อให้มนุษย์มีสุขภาพดี ลดโรค NCDs ควบคู่ไปกับการรักษาความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการกินพืชผัก จำกัดการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนม เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการทำลายระบบนิเวศ จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 49% ภายในปีพ.ศ.2593

**20 องค์กรในไทยใส่ใจเรื่องไข่

คะตะลิสต์ได้ทำงานร่วมกับกว่า 20 องค์กรที่เปลี่ยนมาใช้ไข่ไม่ขังกรง โดยคิดเป็นปริมาณไข่ประมาณ 10 ล้านฟองต่อปี เช่น โรงแรมในกลุ่ม Mandarin Oriental, Four Seasons และ Best Western ด้านอุตสาหกรรมอาหารมี ผึ้งน้อยเบเกอรี่ และร้านปั้นคำหอม ร้านขนมดังกล่าวพบว่าการใช้ไข่ไม่ขังกรง ช่วยลดกลิ่นคาวและเพิ่มความหอมอร่อยให้ขนมจนไม่ต้องใช้กลิ่นวานิลลา (มีราคาสูงถึงกิโลกรัมละหมื่นบาท )ใส่ในขนมบางชนิด แม้ราคาของไข่สูงถึงขึ้น 10-15% กว่าไข่ที่เลี้ยงแบบขังกรง แต่มุมหนึ่งช่วยสร้างมูลค่าแบรนด์ได้มากกว่า

ปัจจุบันไข่ไม่ขังกรงในไทยมีสัดส่วนไม่เกิน 5% ของตลาดทั้งหมด ซึ่งคะตะลิสต์กำลังร่วมกับ ม.เกษตรศาสตร์ ทำมาตรฐาน KU Standard เพื่อยกระดับฟาร์มไทยสู่สากล

**มุ่งสร้างประเทศไทยเป็น Blue Zone

นายแพทย์วัชระ กล่าวว่า บริษัทยังมุ่งปูทิศทางให้ประเทศไทยเป็น Blue Zone หรือพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ 5 แห่งทั่วโลกที่มีประชากรมีอายุยืนยาวเฉลี่ย 90-100 ปี และมีสุขภาพดีที่สุด โดยเน้นการใช้ชีวิตที่ยั่งยืนผ่านการกินอาหารพืชเป็นหลัก ออกกำลังกายตามธรรมชาติ มีความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี และจัดการความเครียด ได้แก่ โอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น, ซาร์ดิเนีย ประเทศอิตาลี, นิโคยา ประเทศคอสตาริกา, อิคาเรีย ประเทศกรีซ และโลมาลินดา ประเทศสหรัฐฯ

“ประเทศไทยมีความหลากหลายทางอาหารที่สามารถเดินตามรอยนี้ได้ ควบคู่กับการส่งเสริมให้มีการออกแรงในชีวิตประจำวัน การกินอาหารแบบ Planetary Diet คือบริโภคพืชผักและธัญพืชรวมกัน 95% ส่วนเนื้อสัตว์ไม่ควรเกิน 5% ซึ่งโปรตีนจากพืชมีคุณภาพเท่าเทียมกับสัตว์และให้ไฟเบอร์กับวิตามินมากกว่า มีความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม และการใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย” นายแพทย์วัชระ พุ่มประดิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

คะตะลิสต์เปิดกว้างสำหรับ ภาคธุรกิจ ที่ต้องการยกระดับมาตรฐาน ESG ด้วยการเปลี่ยนผ่านสู่วัตถุดิบที่มีสวัสดิภาพ สถาบันการศึกษา ที่สนใจโครงการอาหารกลางวันยั่งยืน หน่วยงานภาครัฐ องค์กรด้านสุขภาพ ที่ต้องการพันธมิตรด้านนโยบายสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ขอเชิญร่วมงานสัมมนาออนไลน์นานาชาติ “International Symposium on NCD SMART Food 2026” ในวันที่ 7 เมษายน 2569 (ภาคบ่าย – บรรยายภาษาไทย) โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทั้งจากไทยและต่างประเทศ และพบกับวิทยากรระดับโลก อาทิ Dr. Michael Greger, MD, FACLM ผู้เขียนหนังสือ How Not To Die คัมภีร์ชนะทุกโรค เพื่อร่วมกันหาแนวทางขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ลงทะเบียนฟรี ที่ https://luma.com/8kllmf5z และติดตามความเคลื่อนไหวเพื่อร่วมงานในโครงการต่าง ๆ กับ CATALYST ได้ทาง เพจ catalystintercorp โทร. 096-186-7862 หรืออีเมล [email protected]