เมื่อวันที่ 3 เม.ย.รายการโหนกระแสวันนี้ พูดคุยกรณีชายคนหนึ่งชื่อ ‘ยศกร’ ตามรังควานบูลลี่ ‘น้องทับทิม’ อินฟลูเอ็นเซอร์สาว เป็นเวลานานเกือบ 2 ปี จนน้องมีภาวะซึมเศร้า เก็บตัว ไม่กล้าเข้าสังคม คุณพ่อของน้องได้ออกมาระบุว่า จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด พร้อมเผยว่าผู้ปกครองของผู้ก่อเหตุจะติดต่อขอเข้ามาขอขมา แต่ครอบครัวยืนยันว่าสายเกินไป และขอให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย ต่อมา ทีมเพจโหนกระแสได้รับการติดต่อจากคุณแม่ของผู้ก่อเหตุ ซึ่งยอมรับว่าลูกชายทำผิด แต่อยากขอให้เข้าใจว่าลูกชายป่วยโรคแอสเพอร์เกอร์ ขาดการรักษาต่อเนื่อง จากนี้จะไปรับลูกมารักษา
เริ่มรายการ ‘หนุ่ม กรรชัย’ เผยว่าตอนแรกตัวน้องทับทิมจะมาด้วย แต่สภาพจิตใจน้องยังไม่โอเค รวมถึงฝ่ายคู่กรณี ก็จะมาด้วยเช่นกัน แต่คุณพ่อแจ้งว่ายังไม่อยากเจอตอนนี้ จึงต้องขอพักไว้ก่อน โดยอาจจะให้ชี้แจงเข้ามาทางช่องทางอื่นแทน
คุณพ่อน้องทับทิม เล่าว่า เริ่มแรกลูกสาวไม่ได้บอกเรื่องนี้กับตนเลย มารู้เพราะเพื่อนของตนไปเห็นรูปที่ตนถ่ายคู่กับลูกสาว ถูกยศกรนำไปโพสต์ในกลุ่ม ๆ หนึ่ง มีการระบุข้อความว่า “แขนด้วน”
ตนตกใจจึงไปถามลูกสาวว่าชายคนนี้เป็นใคร และเกิดอะไรขึ้น จึงได้ทราบว่านายยศกรตามรังควานลูกสาวอยู่

ลูกสาวเล่าจุดเริ่มต้นว่า ยศกรทักแชตมาในเชิงจีบ แต่ลูกสาวไม่สนใจ ไม่ตอบ จากนั้นยศกรก็ตามบูลลี่ นำภาพไปโพสต์แขวน ยืนยันว่า ลูกสาวไม่เคยเจอหรือรู้จักกับนายศกรมาก่อน เพียงทักมาทางออนไลน์เท่านั้น
นอกจากนี้ยังมีการข่มขู่ว่าจะไปหาที่มหาวิทยาลัยที่น้องเรียนอยู่ น้องเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ น้องก็กลัว ตอนแรกตนถามลูกสาวว่าไหวไหม น้องตอบว่าไหว แต่จริง ๆ แล้วน้องไม่ไหว น้องแค่ตอบเพื่อให้คุณพ่อไม่กังวล น้องมีความพยายามจะทำร้ายตัวเอง สภาพย่ำแย่มาก ตนจึงไปรับกลับมา
คุณพ่อเคยมีโอกาสได้พูดคุยกับยศกร โดยยศกรถามเรื่องการปั้นหุ่นเล่นกล้าม คุณพ่อก็ยังได้ส่งตารางอาหารพร้อมคำแนะนำไปให้ คิดว่าเค้าอาจจะเปลี่ยนได้ อาจจะดีแล้ว แต่ลูกสาวบอกว่า เดี๋ยวพ่อคอยดูว่าเขาจะไม่จบ ซึ่งก็ไม่จบจริง ๆ ไปขุดย้อนเฟซบุ๊ก รู้เรื่องตนสารพัด แล้วก็นำไปโพสต์ต่าง ๆ นานา รวมถึงสมาชิกครอบครัวคนอื่น ๆ ก็เริ่มโดนนายยศกรคุกคามราวีไปด้วย
คุณพ่อเผยว่า ในตอนแรกพยายามคุยดีด้วยเพราะอยากผูกมิตร คิดว่าหากคุยกันดี ๆ เขาคงจะหยุดพฤติกรรม และยังรู้สึกเห็นใจพ่อแม่เขาที่มีลูกทำพฤติกรรมแบบนี้ แต่สุดท้ายฝ่ายเขากลับไม่เคยควบคุมดูแลลูก ปล่อยให้มาทำแบบนี้
ระหว่างดำเนินรายการ ทางครอบครัวของยศกรได้ส่งใบรับรองแพทย์ยืนยันอาการป่วย แต่ระบุว่าขาดการรักษามาตั้งแต่ปี 2563 โดยคุณแม่ของยศกรอ้างว่าไม่มีเงินรักษาเพราะถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก
ด้าน ดร. ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ความเห็นในหลายมิติ โดยเริ่มจากการตรวจสอบข้อมูลเรื่องการศึกษาของน้องทับทิม ซึ่งยืนยันว่า น้องเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยมหิดลด้วยความสามารถของตนเอง ไม่ได้ใช้โควต้าคนพิการตามที่ยศกรนำไปบูลลี่

ส่วนที่ทางครอบครัวผู้ก่อเหตุกล่าวอ้างว่ายศกรป่วยเป็นแอสเพอร์เกอร์นั้น แอสเพอร์เกอร์เป็นชื่อเดิมที่ปัจจุบันทางการแพทย์จัดให้อยู่ในกลุ่มออทิสติกสเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder) ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ โดยพฤติกรรมของยศกรจัดอยู่ในระดับที่ 1 (High functioning) คือสื่อสารรู้เรื่อง ดำเนินชีวิตได้ตามปกติ และไม่ได้มีปัญหาด้านสติปัญญา จึงไม่สามารถนำมาอ้างได้ว่าพูดไปโดยไม่รู้ตัวหรือทำไปเพราะอาการกำเริบ
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของ ‘แกนสันดาน’ ที่รวมเข้ากับความเจ็บป่วย เพราะลักษณะเด่นของคนเป็นออทิสติกคือแค่ไม่เข้าใจสังคมหรือการเล่นมุก แต่ไม่ได้มีเจตนาทำร้ายใคร และหากรู้ว่าสิ่งที่ทำไปทำให้ผู้อื่นเสียใจก็มักจะหยุดพฤติกรรมนั้น
ดร. ตฤณห์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมของยศกรมีความแตกต่างจากผู้ป่วยออทิสติกทั่วไปอย่างชัดเจน เนื่องจากมีการทำซ้ำอย่างเป็นระบบและมีเป้าหมายที่แน่นอน มีการเลือกเหยื่อที่ตนเองมองว่าด้อยกว่าเพื่อกดทับและสร้างความรู้สึกเหนือกว่าให้กับปมด้อยในใจตนเอง
มองว่าสิ่งที่ครอบครัวกำลังทำอยู่คือ Diagnostic Shield หรือการนำโรคมาบังหน้าเพื่อเรียกความสงสารและลดทอนความผิดทางกฎหมาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วยศกรรู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรอยู่ เห็นได้จากการที่เขาสามารถสืบค้นข้อมูลครอบครัวของผู้เสียหายย้อนหลังไปได้หลายปี
และพฤติกรรมที่ทำต่อเนื่องมานานถึง 2 ปี ไม่สามารถอ้างว่าเป็นอารมณ์ชั่ววูบ และมองว่าการปล่อยให้ยศกรใช้ชีวิตโดยไม่มีการควบคุมหรือรักษาอย่างจริงจังเป็นเรื่องอันตรายต่อสังคม เพราะมีแนวโน้มความเสี่ยงที่จะกระทำผิดซ้ำสูงมาก
‘รศ.นพ. สุริยเดว ทรีปาตี’ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น ได้โฟนอินให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคและพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุว่า ตัวโรคแอสเพอร์เกอร์คือกลุ่ม Autistic Spectrum ซึ่งเป็นแบบ High functioning หรือกลุ่มที่มีการทำงานของสมองในระดับสูง โดยในทางการแพทย์ถือว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ และมีระดับสติปัญญาที่เป็นปกติ บางรายสามารถเรียนจบในระดับปริญญาเอกได้
แต่จุดอ่อนสำคัญของอาการคือเรื่องทักษะทางสังคมที่มีปัญหามาก โดยผู้ป่วยอาจไม่มีความเข้าใจในความเจ็บปวดของคนอื่น มีพฤติกรรมที่แสดงออกโดยไม่มีกาลเทศะ ชอบเสียดสี ไม่มีมารยาททางสังคม มีพฤติกรรมหมกมุ่น ขาดความรับผิดชอบชั่วดี และขาดความเอื้ออาทร ไม่มียารักษา แต่ต้องใช้กระบวนการทางจิตบำบัดและครอบครัวบำบัดที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง

สำหรับเคสนี้มองว่ามีทั้งส่วนที่เป็นอาการจากโรค ควบคู่ไปกับพฤติกรรมก้าวร้าวเกเร ซึ่งเป็นเรื่องของ ‘สันดาน’ ตามที่อาจารย์ตฤณห์พูด ซึ่งก็จะมาจากการไม่ได้รับการกล่อมเกลา พฤติกรรมที่ทำซ้ำ ๆ (Repetitive behavior) ได้เข้าสู่สมองส่วนที่เป็นสัญชาตญาณหรือที่เรียกว่าสันดานไปแล้ว
ที่สำคัญคือผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นโรคจิตเภท ไม่ได้ปัญญาอ่อน และไม่ได้สมองเสื่อม ดังนั้นจึงต้องรับผิดชอบและถูกดำเนินคดีตามกฎหมายตามปกติโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากครอบครัวต้องการขอความเห็นใจ สิ่งแรกที่ต้องทำคือต้องให้หยุดการใช้ดิจิทัลและโซเชียลมีเดียทั้งหมด เนื่องจากเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการก่อเหตุและขัดขวางการรักษา โดยต้องเข้าสู่กระบวนการจิตบำบัด ฝึกทักษะการสื่อสาร และต้องมีคนใกล้ชิดคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้จะต้องดำเนินควบคู่ไปกับการถูกดำเนินคดีทางกฎหมายตามปกติ
หมอเดวย้ำชัดเจนว่า กรณีนี้ไม่ใช่โรคจิตหรือโรคจิตเภทที่บกพร่อง ซึ่งมักจะถูกนำมาใช้อ้างเพื่อเลี่ยงความรับผิดทางกฎหมาย เป็นคนละโรคกันอย่างสิ้นเชิง
ระหว่างนี้ทางรายการได้พยายามติดต่อพ่อแม่ของยศกร ซึ่งในตอนแรกรับปากจะว่าจะโฟนอิน แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถติดต่อได้
ในเรื่องข้อกฎหมาย ‘ทนายสายหยุด เพ็งบุญชู’ ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ตามกฎหมายแล้ว หากผู้กระทำความผิดอ้างว่าตนเองบ้าหรือวิกลจริต จะต้องมีการพิสูจน์ให้ชัดเจน หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าบ้าจริงก็ต้องถูกดำเนินคดีตามปกติ

แม้จะมีการอ้างว่าป่วย แต่พฤติกรรมที่กระทำต่อเนื่องมานานถึง 2 ปีอย่างเป็นระบบ เช่น การค้นข้อมูลเฟซบุ๊กของคุณพ่อย้อนหลังไปถึงสมัยเริ่มปลูกทุเรียน หรือการตามสืบจนเจอช่องทางติดต่อของคนในครอบครัว แสดงให้เห็นว่าผู้กระทำผิดมีความสามารถในการเก็บข้อมูลและวางแผนอย่างดี ไม่ได้อยู่ในภาวะวิกลจริตที่ควบคุมสติไม่ได้ ซึ่งตามหลักกฎหมาย การจะได้รับยกเว้นโทษต้องถึงขั้นวิกลจริตจนไม่สามารถบังคับตนเองได้ในขณะกระทำความผิด นอกจากนี้ ยศกรยังสามารถเรียนจนจบปริญญาตรีและโต้ตอบในบทสัมภาษณ์ได้อย่างชัดเจน
ความผิดที่ยศกรกระทำนั้นเข้าข่ายหลายฐานความผิด และเป็นการกระทำที่เรียกว่าต่างกรรมต่างวาระ ทุกครั้งที่มีการโพสต์ด่าหรือนำรูปไปแขวนประจาน จะถูกนับเป็นความผิด 1 กรรม หากกระทำเช่นนี้ทุกวันต่อเนื่องกัน 2 ปี จำนวนกรรมจะสะสมสูงมาก แต่ละกรรมอาจมีโทษจำคุกหลักเดือนถึงหลักปี เข้าข่ายทั้งการหมิ่นประมาท, ความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ และการคุกคาม ข่มขืนใจให้ผู้อื่นเกิดความหวาดกลัว
ประเด็นเรื่องสถานที่แจ้งความ ซึ่งก่อนหน้านี้ตำรวจ สภ. บ่อผุด ซึ่งเป็นบ้านของคุณพ่อ ได้แนะนำให้ไปแจ้งที่ศาลายา ที่เป็นสถานที่ที่น้องทับทิมไปพักอาศัยระหว่างเรียน ทนายสายหยุดชี้ว่าเป็นการกระทำความผิดผ่านระบบออนไลน์ แจ้งความที่ไหนก็ได้
สุดท้าย คุณพ่อยืนยันว่าจะไม่ยอมความ ขอดำเนินคดีถึงที่สุด พอเห็นข้อความแล้วสงสารลูกสาวมาก ทนมา 2 ปี และเชื่อว่าหากปล่อยไป ผู้กระทำก็จะกระทำซ้ำ มีเหยื่อคนต่อ ๆ ไปอีกแน่นอน



