นายเจน ปิยะทัต ผู้ก่อตั้ง และประธานที่ปรึกษาสโมสรแบดมินตันแกรนนูลาร์ ที่ได้โพสต์ข้อความเปิดตัวพร้อมสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) แทน “บิ๊กก้อง” ดร.ก้องศักด ยอดมณี ที่จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในเดือน ก.ย.69 นี้ โดยคาดว่ากระบวนการสรรหาผู้ว่าการ กกท. จะเริ่มขึ้นในเดือน มิ.ย.นี้ นั้น
ล่าสุด เจน ปิยะทัต ได้โพสต์ข้อความอีกครั้ง โดยระบุว่า….ผมตั้งใจเข้ามาเป็น “ผู้ว่าการ กกท.” ไม่ใช่แค่เพื่อบริหาร แต่เพื่อ “แก้ปัญหาให้คนกีฬา” อย่างเป็นรูปธรรม
จากที่ผมเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ ว่าผมอยู่ในวงการกีฬามายาวนานและพอที่จะเข้าใจทั้งระบบ และรู้ว่าจุดไหนที่ต้องได้รับการแก้ไข วันนี้ผมเข้าประชุมใหญ่ของสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะกรรมการบริหาร

ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับโค้ชหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น “โค้ชโอม”, “โค้ชเป้” และ “โค้ชท้อป” ได้พบ “ปัญหาหนึ่งที่สำคัญมาก” แต่หลายคนอาจมองข้ามไป นั่นคือเรื่อง “พาสปอร์ตของนักกีฬา”
ปัจจุบันนักกีฬาและโค้ชใช้พาสปอร์ตสีน้ำเงิน ซึ่งเทียบเท่าพาสปอร์ตข้าราชการ สามารถเดินทางได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าถึง 86 ประเทศ
แต่ปัญหาคือพาสปอร์ตประเภทนี้ที่นักกีฬาและโค้ชได้รับมีอายุเพียง 1 ปี และในทางปฏิบัติใช้งานได้จริงเพียงประมาณ 6 เดือน เนื่องจากข้อกำหนดการเดินทางระหว่างประเทศ ที่พาสปอร์ตต้องมีอายุคงเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน

สิ่งนี้สร้าง “ข้อจำกัดโดยตรง” ต่อการวางแผนแข่งขัน และการเดินทางของนักกีฬาไทยในระดับนานาชาติ
ผมจึงขอให้คำมั่นว่าหากผมได้รับการคัดเลือกเป็นผู้ว่าการ กกท. ผมจะผลักดันให้ “พาสปอร์ตสีน้ำเงินของนักกีฬาและโค้ช” มีอายุใช้งานเพิ่มขึ้นเป็น 4-5 ปี
รวมถึงจะผลักดันให้ “นักกีฬาระดับแชมป์โลกของไทย” ได้รับพาสปอร์ตทางการทูต (พาสปอร์ตแดง) เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง และสะท้อนสถานะของการเป็นตัวแทนประเทศอย่างแท้จริง “นักกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยควรได้รับการดูแลในระดับที่เหมาะสม” ไม่ว่าจะเป็น “เมย์” รัชนก อินทนนท์, “บาส” เดชาพล พัววรานุเคราะห์ หรือ “โปรจีน” อฒายา ฐิติกุล รวมถึงนักกีฬาจากชนิดกีฬาอื่น ๆ อย่าง “เอฟวัน” เทพไชยา อุ่นหนู ที่สร้างชื่อเสียงในระดับโลกเช่นกัน

นอกจากนี้ผมยังเห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น กีฬาสนุกเกอร์ที่ยังติดข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับ “พรบ.การพนัน” ซึ่งผมพร้อมใช้ประสบการณ์และความสัมพันธ์ที่มีเข้าไปประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างจริงจัง
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า บทบาทของผู้ว่าการ กกท. ไม่ใช่เพียงการส่งเสริมกีฬาในภาพรวม แต่ต้องเป็น “พี่เลี้ยง” ที่เข้าใจ เข้าถึง และช่วยแก้ปัญหาให้กับนักกีฬาได้จริง ผมพร้อมแล้ว ที่จะเข้ามาทำหน้าที่นี้อย่างเต็มที่




