เมื่อเวลา 10:30 น. วันที่ 7 เม.ย. ที่สำนักงานใหญ่พรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน กลุ่มผู้ประกอบการรถยนต์โดยสารนำโดย นายอัสนี เชิดชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์โดยสาร พร้อมด้วย นายปรีดา มากมูลผล นายกสมาคมการค้ารถตู้ และตัวแทนสมาชิกรถตู้ทุกหมวด รถบัสใหญ่ รวมถึงรถร่วม บขส. ทั่วประเทศ ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้พิจารณามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาความเดือดร้อนจากปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบอย่างหนักต่อต้นทุนการเดินรถทุกเส้นทาง โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือและร่วมรับฟังปัญหาจากกลุ่มผู้ประกอบการ

นายอัสนี เชิดชัย เปิดเผยถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า ปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อยแบกรับภาระไม่ไหว โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นกว่าวันละหนึ่งล้านบาท ขณะที่รายย่อยต้องรับภาระตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาทต่อวัน แต่ในทางกลับกันผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นค่าโดยสารให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงได้ ซึ่งถือเป็นความไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ที่ผ่านมาได้มีการเจรจากับทางบริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. เพื่อขอปรับค่าโดยสารแล้ว แต่กลับได้รับคำตอบเป็นการข่มขู่ให้ตรึงราคาเอาไว้ มิเช่นนั้นจะดำเนินการยึดเส้นทางสัมปทานคืน ทำให้มองว่าทาง บขส. ไม่มีความเข้าใจในความเดือดร้อนของภาคเอกชน และมีการบริหารจัดการที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากตามกลไกราคาเมื่อน้ำมันสูงขึ้นค่าโดยสารควรปรับตาม และเมื่อน้ำมันลดลงก็ค่อยปรับลดลงตามความเหมาะสม

ทั้งนี้ ทางกลุ่มผู้ประกอบการได้เสนอข้อเรียกร้องหลัก 3 ประการต่อรัฐบาล ประกอบด้วย ข้อแรก ขอให้คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางพิจารณาปรับอัตราค่าโดยสารโดยใช้สูตรคำนวณที่อ้างอิงจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ดัชนีค่าพลังงาน และค่าจ้างแรงงาน เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในระยะยาว ข้อต่อมาคือขอให้ บขส. ในฐานะคู่สัญญางดเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเดินรถ (ขสบ. 302) ทันทีเพื่อเป็นการเยียวยา จนกว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันจะคลี่คลาย โดยให้ บขส. ไปขอรับงบประมาณอุดหนุนจากภาครัฐแทนการจัดเก็บจากผู้ร่วมเดินรถ และข้อสุดท้าย ขอให้ยกเลิกบรรดาคำสั่งแก้ไขบทลงโทษ และค่าปรับที่มีอัตราสูงเกินกว่าเหตุ ซึ่งบางกรณีพุ่งสูงขึ้นจากเดิม 5,000 บาท เป็น 50,000 บาท ถึง 100,000 บาท แม้จะเป็นเหตุสุดวิสัย เช่น รถมาล่าช้าเพราะปัญหารถติดหรือรอคิวเติมน้ำมัน ซึ่งมองว่าไม่มีความสมเหตุสมผลกับรายได้ในปัจจุบัน นอกจากมาตรการระยะยาวแล้ว ผู้ประกอบการยังเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการเร่งด่วน โดยเฉพาะการลดหรือระงับค่าธรรมเนียมใบเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐสามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเวลา

นายอัสนีกล่าวเน้นย้ำว่า หากภายในวันที่ 9 เม.ย.นี้ ยังไม่มีคำตอบหรือแนวทางที่ชัดเจนจากรัฐบาล ผู้ประกอบการบางเส้นทางอาจจำเป็นต้องทยอยหยุดให้บริการเนื่องจากหมดปัญญาที่จะแบกรับภาระขาดทุนต่อไปได้ โดยยืนยันว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่การข่มขู่หรือนำประชาชนมาเป็นตัวประกัน เพราะทุกคนต่างมีหัวใจในการบริการและรักลูกค้า แต่เมื่อถึงจุดที่ไม่สามารถประคองธุรกิจได้ก็จำเป็นต้องลดเที่ยววิ่งลง แม้จะเป็นช่วงใกล้เทศกาลสงกรานต์ที่ประชาชนมีความต้องการเดินทางสูงก็ตาม
สำหรับประชาชนที่จองตั๋วล่วงหน้าไว้แล้ว นายอัสนียืนยันว่าจะสามารถเดินทางกลับบ้านได้ตามปกติแน่นอน แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้จองตั๋วอาจเผชิญกับปัญหาขาดแคลนรถโดยสารเนื่องจากการหยุดวิ่งดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้ต้องให้รัฐบาลเป็นผู้เข้ามาแก้ไขและชดเชยความเดือดร้อนแทน
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 9 เม.ย.นี้ กลุ่มผู้ประกอบการเตรียมเคลื่อนขบวนรถตู้และรถบัสกว่า 100 คัน ไปยังรัฐสภาเพื่อติดตามคำตอบและฟังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อดูว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งอย่างไรบ้างก่อนที่จะตัดสินใจยกระดับการเคลื่อนไหวต่อไป.



