เมื่อเวลา 11.50 น. วันที่ 7 เม.ย. ที่ ชั้น 2 สำนักงานใหญ่พรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือและร่วมรับฟังปัญหาจากกลุ่มผู้ประกอบการขนส่ง พร้อมเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวภายหลังการหารือว่า ในขณะนี้นายกรัฐมนตรียังไม่ได้มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการ ทำให้การดำเนินการในเชิงนโยบายใหม่ๆ อาจจะยังทำได้ไม่สะดวกนัก แต่ในใจความสำคัญจากการรับฟังปัญหาในวันนี้ ตนมองว่าเรื่องบางเรื่องเป็นเรื่องของการบริหารจัดการที่สามารถดำเนินการได้ทันที ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องการลดภาระให้กับประชาชน โดยเฉพาะการลดภาระของผู้ประกอบการเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้โดยที่ประชาชนไม่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์สูงสุด และทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเองก็มีความเป็นห่วงในเรื่องนี้เช่นกัน
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น ตนคิดว่าเป็นเรื่องของการบริหารจัดการที่น่าจะดำเนินการได้ เพื่อให้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ พี่น้องประชาชนที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนาไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าโดยสาร โดยกระทรวงคมนาคมจะเป็นผู้คอยดูแลส่วนต่างที่เกิดขึ้นให้ และหลังจากผ่านพ้นวันที่ 19 เม.ย.เป็นต้นไป ทางผู้ประกอบการยังมีข้อเสนอที่น่าสนใจว่า ที่ผ่านมาเมื่อมีการปรับขึ้นค่าโดยสารแล้วมักจะไม่มีการปรับลดลง แต่ในอนาคตน่าจะมีการเสนอสูตรคำนวณค่าโดยสารใหม่ที่สามารถปรับขึ้นและลงได้ตามกลไกตลาด อาจมีการประกาศดัชนีเป็นรายเดือนเพื่อให้ไม่กระทบต่อผู้ใช้บริการมากเกินไป หมายความว่าหากในช่วงใดเกิดวิกฤติก็ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งหากไม่ได้มีความผิดปกติหรือมีนัยสำคัญ อาจจะปรับขึ้นเพียงร้อยละ 3 ถึง 5 ตามกลไก แล้วจึงปรับลดลงมาตามราคาตลาดในภายหลัง

นอกจากนี้หากรัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนเพิ่มเติมก็จะทำให้ระบบมีความเป็นระเบียบมากขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่ได้หารือกันในวันนี้ นอกเหนือจากเรื่องการต่อทะเบียนใบอนุญาตขนส่งตามหมวด 3 ซึ่งต้องไปดูรายละเอียดอีกครั้ง แต่ยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นหลัก
สำหรับประเด็นที่ว่าหลังจากกลุ่มผู้ประกอบการยื่นหนังสือแล้วจะมีการปรับขึ้นค่าโดยสารทันทีหรือไม่นั้น นายสิริพงศ์ ระบุว่า การขึ้นค่าโดยสารจะมีสูตรคำนวณที่ทยอยปรับตามราคาน้ำมันต่อกิโลเมตรอยู่แล้ว เช่นที่ผ่านมามีการให้ปรับขึ้น 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร แต่ยังมีส่วนของค่าธรรมเนียมเทียบรถและค่าเวลา ซึ่งวันนี้ได้รับทราบข้อมูลว่าทางบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) มีการปรับอัตราใหม่เนื่องจากค่าโดยสารปรับขึ้น จึงมีการคิดค่าเทียบเวลาเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ตรงนี้ตนจะต้องไปหารือกับทาง บขส. ว่าจะสามารถลดหย่อนได้หรือไม่ในช่วงนี้ หากลดหย่อนได้ก็อาจไม่ต้องไปเพิ่มค่าโดยสาร หรือแม้แต่ข้อเสนอที่ให้รัฐนำเงินชดเชยค่าเทียบรถแทนการชดเชยที่ตัวรถ เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ ซึ่งข้อเสนอ 3-4 เรื่องนี้ล้วนเป็นเรื่องการบริหารจัดการที่อยู่ในวิสัยที่กระทรวงคมนาคมสามารถดำเนินการได้ทันที
เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า หากลดค่าธรรมเนียมได้เลยก็จะไม่เกี่ยวข้องกับค่าน้ำมันที่ปรับขึ้นใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์ตอบชัดเจนว่าใช่ เพราะทั้งสองส่วนมีความเกี่ยวเนื่องกัน ตนเข้าใจว่าค่าธรรมเนียมในการเทียบรถขึ้นอยู่กับอัตราค่าโดยสาร เมื่อน้ำมันแพงค่าโดยสารขึ้น ค่าธรรมเนียมก็ต้องขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นในภาวะวิกฤติเช่นนี้ต้องมีการบริหารจัดการร่วมกัน ซึ่งตนจะไปพูดคุยกับรองปลัดกระทรวงคมนาคมที่กำกับดูแลเรื่องนี้โดยตรง และหวังว่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนก่อนที่ประชาชนจะเริ่มออกเดินทางกลับภูมิลำเนา

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อไปว่า ทางกรมการขนส่งทางบกได้มีการเตรียมการซัพพอร์ตส่วนต่างให้กับประชาชน เนื่องจากผู้โดยสารส่วนใหญ่ได้ซื้อบัตรโดยสารล่วงหน้าไว้นานแล้ว ตั้งแต่สถานการณ์ราคาน้ำมันยังอยู่ที่ลิตรละ 30 บาท จนกระทั่งวันนี้ขยับขึ้นมาถึงลิตรละ 50 บาท หากจะไปเรียกเก็บเงินเพิ่มจากผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วไปแล้วย่อมไม่เป็นธรรม ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงคมนาคมที่จะต้องเยียวยา โดยการนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือในส่วนต่างค่าโดยสาร เพื่อเป็นการตรึงราคาเอาไว้ให้ประชาชนเดินทางกลับบ้านได้ในราคาเดิมไปจนถึงวันที่ 19 เม.ย.นี้
นอกจากนี้ เมื่อถามถึงแรงจูงใจให้ประชาชนมั่นใจในการเดินทางช่วงสงกรานต์ท่ามกลางภาวะน้ำมันแพง นายสิริพงศ์มองว่า การเดินทางเป็นความสะดวกส่วนบุคคล หน้าที่ของรัฐคือการจัดขนส่งสาธารณะให้มีความสะดวกสบายและเพิ่มปริมาณรถให้ได้มากที่สุด แม้อาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการทั้งหมดแต่จะใช้ศักยภาพที่มีเตรียมการให้ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะช่วยได้ในสถานการณ์นี้คือการวางแผนการเดินทางร่วมกัน เช่น การเดินทางไปด้วยกันแบบแชร์รถ (Car Pool) หรือการบริหารเวลาเดินทางสำหรับผู้ที่สามารถทำงานที่บ้าน (WFH) ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่การจราจรแออัด ซึ่งตนหวังว่าทุกฝ่ายจะช่วยกันในจุดนี้ได้
ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าสายการบินและผู้ประกอบการเริ่มลดเที่ยวบินลงนั้น นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เท่าที่ทราบส่วนใหญ่เป็นสายการบินต่างชาติ เช่น ไทยเวียตเจ็ท ที่มีการปรับลดเที่ยวบิน ส่วนสายการบินหลักในประเทศยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากราคาค่าโดยสารเครื่องบินมีความผันแปรสูงอยู่แล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจมาจากหลายปัจจัย ไม่ใช่เฉพาะในประเทศอย่างเดียว ในส่วนของไทยเอง รัฐพยายามออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อไม่ให้กระทบต่อการให้บริการช่วงสงกรานต์ ส่วนการปรับเปลี่ยนระบบการบริหารจัดการที่ล้าสมัย เช่น การเก็บข้อมูลผู้โดยสารที่สร้างความไม่สะดวก ตนจะรับไปพิจารณาปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัย หากรัฐบริหารจัดการได้ดี เหตุผลที่จะลดเที่ยววิ่งด้วยความไม่พร้อมจากภาครัฐก็น่าจะน้อยลง
สำหรับความกังวลของผู้ประกอบการที่ต้องการคำตอบภายในวันที่ 9 เม.ย.นี้ ก่อนจะมีการทยอยลดเที่ยววิ่ง นายสิริพงศ์ ระบุว่า ตนเข้าใจว่าอธิบดีกรมการขนส่งทางบกได้มีการสื่อสารกับผู้ประกอบการมาบ้างแล้ว แม้ตนจะเพิ่งเข้ามาทำงานที่กระทรวงเป็นวันแรกและยังไม่ได้กำกับดูแลโดยตรง แต่จะรีบซักถามรายละเอียดและเร่งพูดคุยกับรองปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้คำตอบระบบภายใน 1-2 วันนี้
ส่วนที่มีกระแสข่าวการข่มขู่ว่าจะยึดเส้นทางเดินรถนั้น ตนได้รับทราบเรื่องแล้ว ซึ่งหลังจากได้รับฟังผู้ประกอบการในวันนี้ หน้าที่ต่อไปคือการให้ทาง บขส. ชี้แจงข้อเท็จจริง หากชี้แจงแล้วมีเหตุผลรับฟังได้ก็จะพิจารณาวิธีการแก้ปัญหาร่วมกัน แต่หากฟังไม่ขึ้นและยังทำไม่ได้ ก็จะต้องพิจารณามาตรการดำเนินการต่อไปตามขั้นตอน.



