หลังจาก “เดลีโฟกัส” ตามเกาะติดการบุกรุกพื้นที่ป่าและออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก.โดยมิชอบ บนเขาปากเตรียม อ.สุขสำราญ จ.ระนอง เนื้อที่กว่า 2 พันไร่ นายทุนใหญ่ไม่ยำเกรงกฎหมายระดมตัดไม้มีค่าบนเขาทำลายสภาพผืนป่า อีกทั้งยังใช้เล่ห์ระวางทิพย์บีบชาวบ้านให้ออกจากพื้นที่ วางแผนแยบยล ทำลายผืนป่าให้สิ้นสภาพ หวังเร่งพัฒนาที่ดินกว่า 2 พันไร่ เพิ่มมูลค่าเพราะใกล้โครงการยักษ์ก่อสร้างแลนด์บริดจ์ ขณะที่กรมป่าไม้ ระดมชุดใหญ่ ส่ง “หน่วยพยัคฆ์ไพร” ประสานหน่วยงานเกี่ยวข้อง ตำรวจสอบสวนกลาง ทั้ง ตร.ปทส.-ตร.ปปป.ร่วมสางคดี ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

“พยัคฆ์ไพร” ลุยสางคดีรุกเขาปากเตรียม เช็กบิล น.ส.3ก.ทิพย์ 2 พันไร่ สืบหานายทุนเบื้องหลัง!

แกะรอยที่มา ‘น.ส.3 ก.’ บนเขาปากเตรียม เร่งทำเสร็จใน 35 วันแล้วรีบขายเปลี่ยนมือ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 7 เม.ย. นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ หัวหน้าคณะทำงานการแก้ไขปัญหาการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าเขาปากเตรียม หมู่ 2 ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จ.ระนอง พร้อมด้วย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผู้บังคับการ ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส) นายชาญชัย กิจศักดาภาพ หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) นายพรชัย สิทธิเกษร ทสจ.ระนอง และนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ เข้าพบและหารือเป็นการภายใน ร่วมกับนายราชัน มีน้อย ผู้ว่าราชการังหวัดระนอง โดยใช้เวลาในการหารือประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นจึงได้เดินทางไปสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.ระนอง ร่วมประชุมวางแผนการสนธิกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่และขั้นตอนการปฏิบัติงาน โดยใช้เวลาร่วม 2 ชั่วโมง ต่อมาในช่วงบ่าย คณะทำงานได้ลงพื้นที่ ภูเขาป่าปากเตรียม เพื่อเข้าปฏิบัติงานมอบหมายทันที

ภายหลังการประชุม นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ได้มีการประชุมวางแผนการทำงานร่วมกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผู้บังคับการ ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส) สนธิกำลังร่วมกับ จ.ระนอง โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วน คือ เรื่องไม้ที่ได้ยึดอายัดไว้ ก็จะจับกุมตามมาตรา 69 ซึ่งไม้ทั้งหมดจะถูกยึดอายัดและเคลื่อนย้ายไปเก็บไว้ที่ที่ทำการอำเภอสุขสำราญ และเรียกให้เจ้าของนำเอกสารมายืนยันตรวจพิสูจณ์ เรื่องที่ 2 เราจะเข้าไปตรวจสอบเรื่องการตัดถนน ที่เบื้องต้นพบว่ามีการเปิดทางเข้าไปในที่ป่า รวมถึงการลักลอบตัดไม้นอกแปลงที่ดินด้วย ซึ่งเราก็จะดำเนินการจับกุมตามมาตรา 54

นายพัฒน์พงษ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องเอกสารสิทธิที่ดินได้ส่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เข้าประสานเจ้าหน้าที่ที่ดิน จ.ระนอง เพื่อรวบรวมสารบบที่ดินทั้งหมด นำมาเพื่อตรวจสอบว่าเอกสารสิทธิทั้งหมด ออกทับที่ป่า หรือ ออกโดยไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ที่เบื้องต้นพบว่าเป็นการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ซึ่งในแนวทางการทำงาน จะต้องดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกรายไม่ละเว้น ทั้งในส่วนราชการ และเอกชน โดยให้สืบสวนไปจนถึงตัวการ หรือ ผู้ที่แจ้งขอเอกสารสิทธิ ที่เข้าข่ายให้ข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งทางกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จะเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินคดีอาญา

“ไม่มีเรื่องหนักใจ เพราะเราทำตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาป่าไม้ เราเข้ามาดำเนินการครั้งนี้เพื่อให้สังคมได้รับรู้ว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ที่ผ่านมากรมป่าไม้ก็หนักใจ ที่ไม่สามารถตอบชาวระนอง และคนทั่วไปได้ว่า ทำไมเวลาผ่านมาถึง 4 ปีแล้ว หลังจากที่คณะทำงานแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินรัฐ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 เข้าตรวจสอบและพบว่าเป็นการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ และเสนอให้เพิกถอน ตามมาตรา 61 แต่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ จนทำให้ป่าไม้ถูกทำลายมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเราจะทำให้เรื่องนี้ปรากฏเร็วขึ้น” รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าว.