นายดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ( ปณท)เปิดเผยว่า ไปรษณีย์ไทยได้เตรียมแผนรองรับสถานการณ์ต้นทุนพลังงานในหลายระดับ เพื่อการบริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ โดยขยายการใช้ระบบ ฟลีทการ์ด หรือบัตรเติมน้ำมันสำหรับองค์กร และประสานความร่วมมือกับพันธมิตรสถานีบริการน้ำมัน เพื่อจัดจุดสำรองเชื้อเพลิงสำหรับรถขนส่ง ตลอดจนจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ (วอร์รูม) เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ด้านพลังงานอย่างใกล้ชิดแบบเรียลไทม์ สามารถปรับแผนการดำเนินงานได้อย่างทันท่วงที ควบคู่กับการวางแผนรองรับกรณีน้ำมันขาดแคลน โดยใช้เครือข่ายพันธมิตรที่มีรถยนต์ไฟฟ้า และการปรับรูปแบบการขนส่งบางส่วนไปสู่ระบบราง เพื่อให้บริการสำคัญยังคงดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง และรักษาเสถียรภาพของระบบโลจิสติกส์ในภาพรวมของประเทศ

สำหรับในในระยะยาว มีแผนเร่งรัดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในระบบขนส่งอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้รถ อีวี อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการติดตั้งระบบ โซลาร์ รูฟท็อป ในศูนย์ไปรษณีย์ทั่วประเทศ เพื่อรองรับการใช้พลังงานสะอาดและลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาว รวมถึงการพัฒนาการขนส่งทางรางร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและเพิ่มความยืดหยุ่นของโครงข่ายโลจิสติกส์
นายดนันท์ กล่าวต่อว่า การนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในระบบงานไปรษณีย์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับองค์กรสู่โลจิสติกส์สีเขียว โดยช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานได้เฉลี่ยประมาณ 30 – 40% เมื่อเทียบกับยานพาหนะที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการนำจ่ายในพื้นที่เมืองและชุมชน ซึ่งมีลักษณะการวิ่งระยะสั้นและหยุดส่งบ่อย ขณะเดียวกัน ยังสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เฉลี่ยกว่า 20–30% ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนนโยบายประเทศในการมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำด้วย



