เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 8 เม.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากแหล่งข่าวระดับสูง ว่า ในวันนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เปิดปฏิบัติการสนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กองปฏิการคดีพิเศษภาค เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน เจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัด เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายเป็นโรงกลั่นขนาดย่อยและบริษัทคลังน้ำมัน 3 จุด ใน 3 จังหวัด ประกอบด้วย โรงกลั่นขนาดย่อยในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร 1 จุด บริษัทคลังน้ำมันแห่งหนึ่งใน อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 1 จุด และบริษัทคลังน้ำมันขนาดย่อยแห่งหนึ่งใน จ.ระยอง 1 จุด ซึ่งเป็นการเข้าไปตรวจสอบโดยใช้อำนาจของเจ้าพนักงานกรมธุรกิจพลังงาน แต่มีหน่วยงานบูรณาการหลักคือเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสมทบด้วยเจ้าหน้าที่สรรพสามิต เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัด เข้าร่วม

แหล่งข่าวระดับสูง รายงานว่า สำหรับการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายทั้ง 3 จุดในวันนี้ เนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เฝ้าติดตามสถานการณ์วิกฤติราคาน้ำมัน อีกทั้งใน 3 จุดนี้ก็พบความผิดปกติในเรื่องของข้อมูลการเข้า-ออกของรถบรรทุกน้ำมัน บางจุดแม้ไม่ได้รับอนุญาต กลับมีรถบรรทุกน้ำมันขับเข้า-ออก หรือบางจุดมีปริมาณการใช้ หรือการรับการจ่ายน้ำมันที่ผิดปกติ ซึ่งวาระสำคัญมันคือการใช้ไฟ เพราะแต่ละโรงกลั่นและบริษัทคลังน้ำมัน เวลาที่มีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับน้ำมัน จะมีอัตราการคำนวณเรื่องการใช้ไฟในระดับหนึ่ง ซี่งมันมีความผิดปกติ ทั้งนี้ พื้นที่เป้าหมาย 3 จุดในวันนี้ ยังไม่พบความเกี่ยวข้องกับกรณีที่น้ำมันหายกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี 57,000,000 ลิตร และยังไม่พบความเกี่ยวข้องกับบริษัทคลังน้ำมันทั้ง 6 จุด ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีแต่อย่างใด

แหล่งข่าวระดับสูง รายงานอีกว่า ในการเข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมาย 3 จุดวันนี้ ทางผู้แทนของบริษัทโรงกลั่นน้ำมันและบริษัทคลังน้ำมัน จะต้องนำส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อชี้แจงกับคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนทั้งหมด เนื่องจากเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงานมีอำนาจในการเรียกขอเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเอกสารบัญชีรับ-จ่าย บัญชีการซื้อขายน้ำมัน ปริมาณน้ำมันคงคลัง (สต๊อกคงเหลือ) รายการและปริมาณส่งขายน้ำมัน รายชื่อลูกค้าและพาร์ทเนอร์ของบริษัท รายชื่อของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 (จ๊อบเบอร์) รายชื่อของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 11 (ผู้ประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมัน) รายชื่อผู้ประกอบการขนส่งน้ำมันตามมาตรา 12 ใบกำกับการขนส่ง การเสียภาษีสรรพสามิต เป็นต้น

ซึ่งพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดเหล่านี้ จะได้นำมาตรวจสอบเปรียบเทียบ และจะได้นำไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงในเรื่องของสต๊อกสินค้าน้ำมัน หรือปริมาณคงคลังว่ามีลักษณะเป็นอย่างไรบ้างในห้วงไทม์ไลน์ของวิกฤติน้ำมัน และช่วงที่มีการปรับลดอัตราชดเชยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะก่อนหน้านั้นมันมีการชะลอตัว แต่พอราคาขึ้นมันกลับมีการดีดตัวขึ้นมา ก็อาจส่อเจตนารมณ์ในลักษณะกักตุนเพื่อเก็งกำไร หรือเป็นการประวิงเวลาเพื่อรอจำหน่าย หรือเป็นการกระทำผิดเงื่อนไขเกี่ยวกับการควบคุม เก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการมีปริมาณน้ำมันที่ผิดปกติหรือไม่ โดยจะต้องไปดูให้ชัดเจนด้วยว่าบริษัทมีหน้าที่และอำนาจในการจัดเก็บน้ำมันผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ นอกจากนี้ ในจุดโรงกลั่นขนาดย่อยในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร 1 จุดดังกล่าว อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง

แหล่งข่าวระดับสูง รายงานต่อว่า สำหรับพื้นที่เป้าหมายที่เป็นบริษัทคลังน้ำมันแห่งหนึ่งในอำเภอลำลูกกา 1 จุดดังกล่าว พบข้อมูลว่ามีจำนวนถังน้ำมัน 24 ถัง แต่ปริมาตรน้ำมันภายในยังไม่ทราบข้อมูล เพราะในอัตราหนึ่งถังก็บรรจุปริมาตรน้ำมันไม่น้อยกว่า 1 ล้านลิตร อย่างไรก็ดี ข้อมูลระบุว่าเป็นถังในแนวท่อ ซึ่งอาจมีการสกัดดึงน้ำมันจากท่อลงไปเก็บในถังแล้วค่อยผ่องจ่ายน้ำมันในเวลาที่เหมาะสมก็เป็นไปได้

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังเสร็จสิ้นการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายทั้ง 3 จุด ทางกระทรวงยุติธรรม นำโดย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม จะมีการตั้งโต๊ะแถลงรายละเอียดการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบคดีการกักตุนน้ำมันต่อไป ในเวลา 15.00 น. วันที่ 8 เม.ย. 69 ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร.