สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ว่าธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เผยแพร่รายงานว่า สงครามในตะวันออกกลางจะกลายเป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตลอดทั้งปีนี้และปีหน้า โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเหลือ 5.1% ทั่วภูมิภาค


รายงานของเอดีบีระบุด้วยว่า การคาดการณ์ดังกล่าวยังถือว่า “มองในแง่ดีเกินไป” เนื่องจากหากมีหลักฐานใหม่ที่บ่งชี้ว่า “ความขัดแย้งยืดเยื้อและเกิดการหยุดชะงักที่รุนแรงกว่าเดิม” ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียอาจดิ่งลงไปอยู่ที่ 4.7% ในปี 2569 และ 4.8% ในปี 2570 ในกรณีที่สงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล กับอิหร่าน ลากยาวไปจนถึงไตรมาสที่สามของปี


สถานะของภูมิภาคเอเชียที่เป็น “ผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ” ทำให้เปราะบางเป็นพิเศษต่อผลกระทบจากสงคราม เอดีบีมองว่า “ราคาพลังงานที่สูงขึ้นสามารถสร้างความสูญเสียด้านรายได้อย่างมหาศาล” และแม้ราคาพลังงานจะกลับสู่ภาวะปกติ แต่ปัญหาห่วงโซ่อุปทานชะงักงัน ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และสภาวะทางการเงินที่ตึงตัว จะทำให้เกิดสภาวะ “เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจฝืดเคือง” ต่อไป

ทั้งนี้ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้ออาจทำให้อัตราเงินเฟ้อในเอเชียดีดตัวสูงถึง 5.6% ในปีนี้ ขณะที่รายงานเดิมเมื่อเดือน มี.ค. คาดการณ์ไว้เพียง 3.6% ก่อนปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 3.4% ในปี 2570


ขณะเดียวกัน เอดีบีคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของจีนซึ่งมีขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก และอันดับ 1 ของเอเชีย จะมีการเติบโตลดลงเหลือ 4.6% ในปีนี้ และ 4.5% ในปีหน้า ผลจากวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัว และการส่งออกที่ชะลอตัว


นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการค้าจากนโยบายกำแพงภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ จะเป็นปัจจัยกดดันการลงทุนในภูมิภาคโดยรวมด้วย.

เครดิตภาพ : AFP