เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ จตุจักร ถนนกำแพงเพชร 2 แขวงและเขตจตุจักร กทม. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศประชาชนจำนวนมากต่างหอบหิ้วกระเป๋าเดินทางเพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนาทั้งที่มีการจองตั๋วล่วงหน้าและเข้าคิวซื้อตั๋วในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวประเพณีวันสงกรานต์ ปี 2569 ซึ่งเป็นวันหยุดติดต่อกัน 5 วัน ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ 11 เม.ย. -15 เม.ย. ส่งผลให้มีประชาชนต่างนั่งพักคอยภายในสถานีขนส่งหมอชิตอย่างเนืองแน่น โดยมีเจ้าหน้าที่ บขส. คอยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนทั้งด้านในและด้านนอกขนส่ง รวมถึงมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางซื่อ คอยดูแลการจราจรและความเรียบร้อยในพื้นที่อย่างเข้มงวด

ด้าน นายวีรวัฒน์ พัฒนาถาวรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบริหารการเดินรถ บขส. เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์วันนี้จะมีผู้โดยสารเดินทางมากที่สุด เนื่องจากติดกับวันหยุด เบื้องต้นเราประเมินไว้ว่าจะมีผู้โดยสารเดินทางอยู่ที่ประมาณ 180,000 คนต่อวัน ซึ่งยอดใกล้เคียงกับช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา จึงได้จัดรถโดยสารมาให้บริการ โดยคาดว่าจะมีประมาณถึง 8,000 คัน ยืนยันวันนี้จะมีการระบายผู้โดยสารได้ไม่เกินช่วงเที่ยงคืนวันนี้ และจะสามารถส่งผู้โดยสารคนสุดท้ายออกจากหมอชิต 2 ได้ทัน

โดยทาง บขส. ยังคาดการณ์ว่าผู้โดยสารในปีนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 5% เนื่องจากราคาค่าน้ำมันแพง และผู้โดยสารส่วนใหญ่ที่เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวก็เปลี่ยนมาใช้รถโดยสารสาธารณะ ในส่วนวันสุดท้ายที่คาดว่าผู้โดยสารจะเดินทางกลับภูมิลำเนาในเที่ยวขาไป คือช่วงวันที่ 12 เมษายนนี้ ส่วนวันเดินทางกลับผู้โดยสารคาดว่าจะเดินทางตั้งแต่วันที่ 15-17 เม.ย.นี้ และคาดว่าผู้โดยสารจะเดินทางกลับอยู่ที่ประมาณ 120,000 คนต่อวัน จึงจัดรถโดยสารให้บริการเอาไว้ คาดว่าจะมีประมาณถึง 7,000 คัน

ส่วนประเด็นค่าตั๋วโดยสาร ทางกระทรวงคมนาคม กรมการขนส่งทางบก และบริษัท ขนส่ง จำกัด ได้ตรึงราคาค่าโดยสารไว้ ซึ่งเป็นค่าโดยสารที่ตรึงราคาเดิมไว้ ตั้งแต่ก่อนวิกฤติน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระผู้โดยสารที่จะเดินทางกลับในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ โดยเรามีเจ้าหน้าที่เดินตรวจตลอด 24 ชั่วโมงในการขายตั๋ว และจะมีการสุ่มตรวจตั๋วผู้โดยสาร เบื้องต้นยังไม่พบการขายตั๋วผีหรือตั๋วเกินราคา

เมื่อถามถึงเรื่องผู้ประกอบการปรับเที่ยววิ่งรถลงนั้น ถือเป็นการแบกรับต้นทุนหรือไม่ นายวีรวัฒน์ ตอบว่า ไม่ได้มีปัญหาในส่วนเที่ยววิ่งรถ ยังมีการเดินรถตามปกติ และผู้ประกอบการก็ขายตั๋วเต็มในทุกเส้นทางแล้ว พร้อมกับเส้นทางรถเสริม แต่ด้วยสถานการณ์เรื่องของราคาค่าโดยสารที่จะปรับตัวสูงขึ้น และราคาน้ำมันด้วย ก็เลยยังไม่มีการเปิดแบบเยอะมาก แต่ยืนยันว่ารถเพียงพอต่อการให้บริการผู้โดยสารแน่นอน โดยมีการจัดเสริมรถเอาไว้ประมาณ 30-40% รองรับได้ประมาณ 1,200 คัน ในส่วนของรถทะเบียน 30

นายวีรวัฒน์ ยังยืนยันว่า เรามีการร่วมมือกับกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) ในการเอาส่วนต่างของค่าโดยสารมาชดเชยให้กับผู้ประกอบการ และทางกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ได้อนุมัติโครงการให้เราแล้ว ดังนั้นก็จะใช้เงินตัวนี้อุดหนุนให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งผู้ประกอบการก็จะได้ราคาในราคาใหม่ แต่ผู้โดยสารเดินทางด้วยราคาเก่า ซึ่งผู้ประกอบการก็ยินดีและพอใจที่จะนำรถกลับมาให้บริการเหมือนเดิม โดยจะมีการชดเชยเงินตั้งแต่วันที่ 6-19 เม.ย.นี้ ช่วงที่มีการตรึงราคาประมาณเที่ยวละ 2,000 – 3,000 บาท

“ในการปรับราคาค่าโดยสาร ณ ตอนนี้ กรมการขนส่งทางบก มีการปรับค่าโดยสารไปแล้ว คือ 100 กิโลเมตร ก็ปรับเพิ่ม 12 บาท ระยะทางก็แล้วแต่จังหวัด / เบื้องต้นราคาจะปรับขึ้นประมาณ 10% แต่ไม่เกิน 12% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.นี้ เป็นต้นไป คาดว่าในวันพรุ่งนี้ทางกระทรวงคมนาคม ก็จะนำเรื่องนโยบายการปรับราคาเข้าที่ประชุมของคณะรัฐมนตรีด้วย ก็อาจจะมีนโยบายที่เปลี่ยนไป ขอให้รอฟังทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่จะออกมาแถลงข่าวต่อไปก่อน”

นายวีรวัฒน์ ย้ำว่า “ในส่วนของการปรับอัตราค่าโดยสารเราสะท้อนกับราคาน้ำมัน เวลาราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ค่าโดยสารก็จะปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมัน ดังนั้นขอให้มั่นใจได้ว่าการขึ้นราคาจะสะท้อนกับราคาน้ำมัน ไม่ได้เป็นการปรับแบบถาวรอย่างแน่นอน เพราะจริงๆ แล้ว รถโดยสารปัจจุบันต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 30-40% คือ ราคาน้ำมัน”