เมื่อวันที่ 11 เม.ย. นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร และ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายเดชรัต สุขกำเนิด แถลงข้อเสนอของพรรคประชาชน ต่อมาตรการเยียวยาของรัฐบาล เพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชน จากราคาพลังงานที่แพงขึ้น
นายวีระยุทธ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ประชาชนรอมานานแล้ว และคาดหวังจะมีสิ่งนี้มาหลายสัปดาห์ ในที่สุดก็ออกมาเสียที โดยรวมมีการใช้งบประมาณทั้งหมด 7,700 ล้านบาท แต่เมื่อไปดูในรายละเอียดแล้ว พบว่ายังมีความไม่ครอบคลุม ยังมีคนที่ตกหล่นอยู่เยอะ แค่เฉพาะตัวงบประมาณเอง มีการใช้งบสําหรับการช่วยเหลือเฉพาะหน้าจริงๆ ประมาณ 3,000 ล้านบาทเท่านั้นที่เพิ่มขึ้นมา แต่อีก 4,700 ล้านบาท คือการนําไปจัดการงบประมาณ ที่เดิมไม่ได้วางแผนไว้ และจำเป็นต้องไปจ่าย เช่น ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในวงงบประมาณที่เหลืออยู่ ในระดับเซ็กเตอร์ เรากังวลเรื่องพี่น้องชาวประมง ที่ไม่สามารถออกไปหาปลาได้ในตอนนี้ เพราะค่าน้ำมันสูงมาก ไม่คุ้มที่จะออก ทําให้เริ่มมีปัญหาการขาดแคลนอาหารทะเล ซึ่งยังไม่เห็นมาตรการการช่วยเหลือ ขณะที่กลุ่มเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นต้นน้ำของหลายอย่าง ก็ยังไม่มีการลงรายละเอียดในวันนี้ หรือมีมาตรการช่วยเหลืออย่างไร ทั้งทั้งที่เป็นซัพพลายเชนที่ยาวไกลไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ สี การก่อสร้าง อื่นๆ
ถ้าดูมาตรการที่ช่วยเหลือกลุ่มต่าง ๆ ทั้งหมด เห็นว่า ตรงที่มีการลงรายละเอียดมากที่สุด กลับเป็นกลุ่มคู่สัญญาณภาครัฐ ในเรื่องค่าก่อสร้าง ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยที่ตรงเป้า และใจดีมากของภาครัฐ ในส่วนของกระทรวงการคลัง เช่น การที่ระบุว่าคู่สัญญาภาครัฐ สามารถไปแก้สัญญาได้เลย ปรับตัวเลขก็ได้ ทั้งยังมีการกําหนดวงเงิน คิดค่าน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นมา 69.99 บาท และจะคืนเงินประกันให้เมื่อยกเลิก ดังนั้น จึงอยากให้รัฐบาลให้ความสําคัญกับกลุ่มอื่นๆ มีอะไรละเอียด และให้ความสนใจในระดับเดียวกัน โดยเฉพาะกับกลุ่มอื่นๆ ที่กําลังเปราะบาง
นายเดชรัต กล่าวถึงภาคการเกษตร เรื่องต้นทุนซึ่งเป็นหัวใจสําคัญ 2 เรื่อง คือ ปุ๋ยเคมี และน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งครอบคลุมถึงประมาณ 40-50% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด มาตรการที่ออกมาวันนี้ ช่วยเหลือได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เรื่องราคาปุ๋ยที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ปุ๋ยรัฐบาลช่วยผ่านโครงการปุ๋ยธงเขียว จำกัดอยู่ 5+1 กระสอบ โดยขยายวงเงินช่วย จาก 200 บาท เป็น 300 บาทต่อกระสอบ ซึ่งเมื่อคํานวณแล้ว ถือว่าเป็นปริมาณที่ไม่มาก แต่ปัญหาสําคัญของโครงการนี้ คือจํานวนเกษตรกรที่เข้าร่วมในอดีต ที่มีจํานวนน้อยมาก ครอบคลุมเพียง 1% ของปริมาณที่ใช้ โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ได้ระบุว่า จะมีการขยายตัว แต่ยังไม่ได้บอกจํานวน จึงขอเสนอให้มีการครอบคลุมถึงเกษตรกรทุกรายสามารถใช้สิทธิในลักษณะเดียวกันได้
นายเดชรัต กล่าวต่อว่า ส่วนที่นางศุภจีระบุว่า หากมีการขึ้นราคาปุ๋ยให้มีการแจ้งเข้ามานั้น แต่การขึ้นราคาต้องขออนุญาตกระทรวงพาณิชย์ แปลว่ากระทรวงพาณิชย์ทราบราคาอยู่แล้ว จึงขอให้นางศุภจีทํากลับกัน คือการแจ้งราคาที่กระทรวงพาณิชย์เป็นคนอนุญาตให้ผู้ค้าปุ๋ยขายอยู่ เพื่อที่ประชาชนจะได้แจ้งหากมีการขายเกินราคาดังกล่าว เพื่อลดความคลางแคลงใจ
นายเดชรัต กล่าวอีกว่า สําหรับกลุ่มเปราะบางมีการช่วยเหลือเพิ่ม 100 ต่อเดือน แต่เราทราบกันดีว่า กลุ่มคนจนที่สุดของประเทศ 20% สุดท้าย ก็มี 40-50% ที่ไม่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะฉะนั้น จึงอยากให้รัฐบาลมีการออกรายละเอียดออกมา เช่น นักเรียนที่ยังมีข้อจํากัดเรื่องค่าเทอม และปัจจุบันยังไม่มีการเรียนฟรีจริง และหากมีวงเงินฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือการศึกษาในช่วงเวลาวิกฤติ ก็จะเป็นประโยชน์ ตลอดจนวงเงินกู้ฉุกเฉินสําหรับกลุ่มครัวเรือนเปราะบางด้วย
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวถึงแหล่งเงินงบประมาณและวงเงินที่ใช้ในรอบนี้ว่า ส่วนใหญ่ที่วันนี้มีการอนุมัติ ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนจากปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการแก้ปัญหาของตัวรัฐบาลเอง ที่มีการตั้งงบฯ ของกองทุนบัตรประชารัฐไม่เพียงพอ ในปี 69 จากที่ควรตั้งไว้ 50,000 ล้านบาท กลับตั้งไว้เพียง 30,000 ล้านบาท ให้เมื่อผ่านมาครึ่งปีงบประมาณแล้ว เงินในกองทุนขาดแคลน ช็อต และจําเป็นต้องใช้งบกลางเติมเข้าไป สะท้อนถึงปัญหาแหล่งงบฯ และการคลังของรัฐบาล ณ เวลานี้ แค่จะใช้จ่ายกับรายจ่ายประจํายังมีไม่เพียงพอ การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางหรือปัญหาเฉพาะหน้า ก็เป็นมาตรการที่ค่อนข้างจำกัดจำเขี่ย ไม่ได้สัดส่วนกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่สามารถครอบคลุมต้นทุนการใช้ชีวิต หรือค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นมาได้แต่อย่างใด
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ส่วนที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.การคลัง ระบุว่า จะมีแหล่งเงินทุนใหม่เข้ามา คืองบประมาณปี 70 ที่กําลังจะเกิดขึ้น และมีการอนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว แต่สิ่งที่ยังไม่มี คือแผนการที่ต้องหาเงินมาใช้สําหรับปี 69 ที่เหลือ ว่าจะทําอย่างไร ซึ่งก่อนหน้านี้ ทั้งการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา หรือการแถลงข่าวในแต่ละครั้ง มีการพูดถึง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย และยังมีการพูดด้วยว่าอาจจะออกเป็นพระราชกําหนด เพื่อให้สะดวกรวดเร็วขึ้นนั้น ได้ข้อสรุปล่าสุดจาก นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า จะไม่ออกเป็น พ.ร.ก. แต่จะออกเป็น พ.ร.บ.โอนงบฯ แทน
ดังนั้น สิ่งที่เราคาดหวัง คือมติ ครม. ครั้งต่อไป จะต้องมีการออกหลักเกณฑ์ว่า งบใดที่จะโดนตัด หรืองบใดที่จะได้ไปต่อ เพราะกรมบัญชีกลางได้ออกหนังสือเร่งรัด ให้หน่วยราชการต่าง ๆ เร่งรัดในการเบิกจ่ายงบฯ ให้เสร็จสิ้นภายใน 30 เม.ย. หากงบฯ ที่ไม่ถูกใช้จะถูกนํามาเป็นเงินกองกลาง จากการโดนตัดหรือโอนมา เพื่อใช้สําหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
“ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่า ต้องมีมติ ครม. จริงจัง ถ้าจะใช้งบตรงนี้จริงๆ แม้เราจะเห็นว่า เงินที่จะเหลือ หรือถูกตัดโอนมานั้น น้อยลงไปเรื่อยๆ เป้าหมายที่จะทําให้ได้ 50,000 ล้านบาท ก็ยากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อระยะเวลาผ่านไป จึงเป็นความจําเป็น ที่จะต้องมองหาแหล่งงบประมาณอื่นๆ ที่ต้องนํามาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับประชาชนโดยเร่งด่วน ไม่เช่นนั้น เราต้องทนอยู่กับมาตรการเยียวยา ที่ไม่ได้สัดส่วนกับความเดือดร้อนแบบทุกวันนี้” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว.



