ถูกจับตามองทั้งจากแวดวงไอที และบรรดานักการเมือง ที่ออกมาคัดค้าน “โครงการ TH-AI Passport” ที่ใช้งบประมาณ 1,621 ล้านบาท โดยตั้งข้อสังเกตถึงการใช้งบประมาณ และการเลือกบริษัทมาทำโครงการมีความโปร่งใสหรือไม่ มีการใกล้ชิดกับฝ่ายการเมืองที่คุมอำนาจรัฐ ทำให้ “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)” จะเปิดเวทีรับฟัง-แลกเปลี่ยนความคิดเห็นโครงการดังกล่าว เพื่อหวังแลกเปลี่ยนมุมมองและทิศทางการพัฒนา “โครงการ TH-AI Passport” โดยเปิดให้บุคคลที่สนใจ ตั้งแต่ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ร่วมรับฟัง โดยนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี และนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดดีอี จะร่วมรับฟังด้วยในวันที่ 11 มิ.ย. 69 ตั้งแต่เวลา 09.00–12.00 น. ที่กระทรวงดีอี
ที่น่าสนใจคือท่าทีของ “นายไชยชนก” กล่าวถึงกรณี กระทรวงดีอี เปิดรับฟังความคิดเห็น โครงการ TH-AI Passport ในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ว่าอยากรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่สนใจโครงการนี้ เพื่อที่จะถึงมือประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่าและเป็นประโยชน์สูงสุด เมื่อถามว่าเมื่อรับฟังความคิดเห็นแล้ว จะสามารถนำไปเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงการถึงขั้นไหน นายไชยชนก กล่าวว่า ได้ปรึกษากับปลัดกระทรวงดีอี ในสิ่งที่ทำได้ ต้องอยู่ในกรอบทีโออาร์เดิม
แต่เราสามารถทำบันทึกแนบท้าย เพื่อเจรจากับคู่สัญญาได้ คิดว่าทำได้เยอะพอสมควร เมื่อตรวจสอบในเชิงกระบวนการ ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ถ้าไม่เป็นแบบนั้น ก็พร้อมทุกทาง ไม่ได้ยึดติด เมื่อถามอีกว่าไม่กังวลว่าโครงการนี้จะฉุดความนิยมรัฐบาลใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า “ไม่ครับ เรามีความตั้งใจดี และคิดว่ารัฐบาลนี้ค่อนข้างที่จะรับฟังความคิดเห็นประชาชนเป็นอย่างมาก แม้เราจะโดนกระแสสังคมอย่างไร พอมีความคิดเห็นจากประชาชนเป็นสิ่งที่ดีแล้วนำมาปรับ ตราบใดที่เป้าหมายเราเหมือนเดิมจะใช้เส้นทางไหนเดินไป เราไม่ได้ยึดมั่นตรงนั้น”

จับท่าทีของ “นายไชยชนก” ยืนยันพร้อมแก้ไขทีโออาร์ โดยเฉพาะการทำบันทึกแนบท้าย เพื่อเจรจากับคู่สัญญาได้ หรือการตรวจสอบในเชิงกระบวนการ ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ แต่ถ้าไม่เป็นแบบนั้น ก็พร้อมทุกทาง ไม่ได้ยึดติด ซึ่งหลายคนบอกว่า โครงการ TH-AI Passport ถือเป็นการเดิมพันอนาคตทางการเมืองของ รมว.ดีอี จะได้ไปต่อหรือพอแค่นี้
ด้าน “นายพชร อนันตศิลป์” ปลัดกระทรวงดีอี เปิดเผยไทม์ไลน์ละเอียดยิบเพื่อยืนยันความโปร่งใส โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี และเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างฐานข้อมูลภาษาไทยขนาดใหญ่ (LLM) เพื่อขับเคลื่อนระบบ AI ของประเทศ โดยไทม์ไลน์เริ่มตั้งแต่คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เห็นชอบโครงการเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 68 ก่อนเปิดประชาพิจารณ์ในเดือน ธ.ค. 68 และประกาศเชิญชวนประกวดราคาตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค. 68 ถึง 26 ม.ค. 69 ยืนยันว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามระเบียบของกรมบัญชีกลางอย่างเคร่งครัด
สำหรับผลการประมูลผู้ชนะคือ “กิจการร่วมค้าทีเอช” ซึ่งเป็นการจับมือกันระหว่าง บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด และ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) โดยเสนอราคาที่ 1,621 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 29 ล้านบาท และได้ประกาศรายชื่อผู้ชนะอย่างเป็นทางการหลังผ่านพ้นช่วงเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 69 ที่ผ่านมา
ส่วน “น.ส.รักชนก ศรีนอก” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ตอนนี้มีความพยายามจะใช้คนจากวงการไอที อินฟลูฯ ที่มีชื่อเสียง รวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ มาสร้างความชอบธรรม/ฟอกขาว โครงการ TH-AI Passport 1,600 ล้าน อย่างเป็นระบบ ดิฉันขอตั้งคำถามถึงบริษัทระดับโลก อย่าง Google, Microsoft ที่จะส่งตัวแทนมาร่วมงานนี้ ได้ตระหนักหรือไม่ว่ากำลังจะเป็นส่วนหนึ่งในการฟอกขาวโครงการที่ส่อคอร์รัปชัน ? ท่านได้รับทราบถึงความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโครงการ TH-AI Passport 1,600 ล้าน ที่ถูกนำเสนอผ่านมาสื่อสาธารณะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหรือไม่ ? ท่านจะใช้เครดิตของบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลกมารับประกันโครงการเช่นนี้จริงๆ หรือ ?

น.ส.รักชนก ระบุอีกว่า ถ้าตั้งใจจะรับฟังเสียงของทุกฝ่ายจริงๆ ทำไมเลือกจัดงานวันพฤหัสตอนเช้า? ซึ่งเป็นวันทำงานแถมยังเป็นช่วงเช้า ประชาชนคนธรรมดาที่สนใจอยากเข้าร่วม ใครจะว่างมาร่วม ? เพราะวันธรรมดาทุกคนมีการมีงานทำกันหมด แถมยังเป็นช่วงเช้าที่ทุกคนมักมีภาระรอคอยอยู่ ที่สำคัญ คือ ข้าราชการทั้งกระทรวงรวมถึงรัฐมนตรีต้องรู้สิ ว่าวันพฤหัสมีประชุมสภา มีประชุมกรรมาธิการ (กมธ.) จะเป็นวันที่ผู้แทนราษฎรไปไหนไม่ได้ เพราะ สส. ไม่ควรทิ้งสภา หรือจริงๆ แล้วตั้งใจเลือกวันและเวลาแบบนี้ เพราะต้องการจะคุยกันแค่ในบับเบิ้ลของตัวเองเท่านั้น
คงต้องรอดูการจัดเวทีของกระทรวงดีอี จะมีคนที่มีความเห็นต่าง เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นหรือไม่ ส่วนบทสรุปในการเปิดเวที จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในสัญญาได้หรือไม่ คงต้องรอดูบทสรุปที่จะออกมา
อีกปมร้อนคือ ปัญหา “ที่ดินเขากระโดง” โดยในวันที่ 10 มิ.ย. มี 2 กลุ่มที่ใช้ทำเนียบรัฐบาล เป็นที่เคลื่อนไหว ทั้ง “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย (สร.) และกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ยื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้เพิกถอนที่ดินดังกล่าว
โดย “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” เดินทางยื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ เพื่อขอให้ตรวจสอบติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดิน และข้าราชการตำรวจ ในการดำเนินคดีเพิกถอนที่ดินเขากระโดง โดยมีนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ รับเรื่องร้องเรียน โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ตั้งใจมาพบนายอนุทิน และตั้งใจมาดักรอในวันประชุม ครม. แต่เนื่องจากว่า การยื่นหนังสือ จะต้องยื่นที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ เมื่อถามว่า กรณีนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จะฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่ออกมากล่าวหาเรื่องที่ดินเขากระโดงนั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า นายอนุทินก็เป็นเจ้านายเขาหรือไม่ เล่นการเมืองมานานแล้ว ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีสักที ไม่ตะขิดตะขวงใจหรืออย่างไร ที่บอกว่าประชาชนมีที่การรถไฟ แต่การรถไฟรุกที่ประชาชน

เมื่อถามว่า ฝ่ายการเมืองที่กล้าดำเนินคดีขณะนี้ มีแต่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม และทนายอั๋น บุรีรัมย์ เท่านั้น จะสามารถสู้กับระบอบน้ำเงินที่ถืออำนาจรัฐอยู่ได้หรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า อำนาจรัฐก็พังเพราะตนมามากแล้ว หากเป็นผู้การบุรีรัมย์ ภายในเดือนนี้คดีจบ ต้องส่งศาล หากนายอนุทินไม่ทำอะไรจะดำเนินคดีเพิ่มข้อหาอีก เช่นเดียวกับตร.หากยังนิ่งเฉย ก็จะดำเนินคดีด้วย เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่าจะดำเนินการสุดซอยใช่หรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า เวลารบก็ต้องสู้ทุกวิถีทาง และเชื่อว่าอีกฝ่ายก็ทำเช่นเดียวกัน แต่ตนบังเอิญว่าเคลียร์ และบริสุทธิ์
ด้าน “นายพิชิต ไชยมงคล” พร้อมด้วยนายนัสเซอร์ ยีหมะ แกนนำเครือข่าย คปท. รวมถึงตัวแทนสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ รฟท. (สร.รฟท.) เดินทางมาที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล เข้ายื่นหนังสือต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ เร่งดำเนินการตามคำพิพากษาคดีที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ รวมทั้งรักษามาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเห็นว่า นายอนุทิน และนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในพื้นที่ที่กำลังมีข้อพิพาท เพื่อความโปร่งใสในการใช้อำนาจรัฐ ขอเรียกร้องให้นายกฯ ย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านดังกล่าวทันที รวมถึงหลีกเลี่ยงพฤติกรรมใดๆ ที่เอื้อประโยชน์ต่อการบุกรุก หรือละเมิดที่ดินของ รฟท. ยืนยันว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของบุคคล หรือพรรคการเมืองใด

ส่วน “นายศุภชัย ใจสมุทร” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรค โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า น่าเบื่อจริงๆ เรื่องเขากระโดง คิดว่าส่วนใหญ่เป็นที่ดินนักการเมืองดัง ข้อเท็จจริงเป็นที่ดินของราษฎรคนจนกว่า 4,800 ไร่ นักการเมืองมีเพียง 200 ไร่ คิดว่าศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอน ข้อเท็จจริงเพิกถอนเฉพาะผู้ฟ้องคดี 35 ราย ไม่เกี่ยวกับรายอื่น เข้าใจว่าที่ดินการรถไฟ เป็นที่ดินพระราชทานของรัชกาลที่ 5 ข้อเท็จจริงเป็นที่ดินว่างเปล่า ที่การรถไฟเข้าไปใช้ประโยชน์เท่านั้น เป็นที่ดินที่มีมาตั้งแต่ 2464 ก่อนกฎหมาย การสงวนหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่า ซึ่งประกาศใช้เมื่อปี 2481 เข้าใจผิดศาลฎีกาพิพากษาว่าที่ดิน 5,083 ไร่ เป็นที่ดินการรถไฟ ข้อเท็จจริงคำพิพากษาเพียงบ่งชี้ว่า บริเวณที่ดินของผู้ฟ้องคดี 35 ราย เป็นที่ดินการรถไฟเท่านั้น (ที่ดินแปลงอื่นๆ เป็นเพียงมีลักษณะบ่งชี้ซึ่งยังไม่ได้มีการพิสูจน์) ต้นปี พ.ศ. 2569 การรถไฟได้ฟ้องเพิกถอนโฉนด ในพื้นที่เขากระโดงแล้ว เฉพาะที่เป็นรายที่สำคัญประมาณ 200 แปลง เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีเพียงช่องทางเดียวที่ทำได้ และทุกฝ่ายได้ทำหน้าที่ครบถ้วนแล้ว พวกเราทำได้แค่เพียงรอฟังคำพิพากษา ผลออกมาเป็นอย่างไรนั้น ครั้งนี้ถือว่าจบจริง ๆ ไม่เกิน 2 ปี
เรื่องปัญหาที่ดินเขากระโดง คงไม่จบง่ายๆ ฝ่ายหนึ่งก็บอกว่า เรื่องนี้จบแล้วในทางกฎหมาย อีกฝ่ายบอกยังอยู่ในขั้นตอนของศาล ดังนั้นต้องรอบทสรุป ที่แต่ละฝ่ายพึ่งอำนาจกระบวนการยุติธรรม จะจบอย่างไร
“ทีมข่าวการเมือง”



