เมื่อวันที่ 12 เม.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 86/2569 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค ที่น่าสนใจ อาทิ  “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการภาคใต้ ทั้ง 14 จังหวัด “รมต.ป้อม” ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ ในเขตจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ซึ่งเป็นเขตที่เจ้าตัวเคยดูแลในช่วงเลือกตั้ง อาทิ นครพนม มุกดาหาร สกลนคร บึงกาฬ  หนองคาย 

“ดร.เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ที่เคยเป็นฐานเสียงของเพื่อไทย อย่างเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน  “รมต.ผึ้ง” ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ ในเขตภาคกลาง ปริมณฑล 

“เจ๊รวย” สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ ดังนี้ 1) เขตตรวจราชการที่ 13 ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ประกอบด้วย ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ 2) เขตตรวจราชการที่ 14 ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 ประกอบด้วย จังหวัดยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี

จากที่มีข่าว “อาร์ท” วีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตผู้แทนการค้า ไปปรากฏชื่อเป็นทีมงาน “รมต.แต๋ม” ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ “หัวหน้ามาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้ว่า ถึงเวลาที่เจ้าตัวต้องตัดสินใจเอง “1. ผมไม่เคยได้รับทราบเรื่องนี้จากคุณศุภจี แต่คุณวีระพงษ์ได้มาปรึกษาผมว่าได้รับการทาบทามให้ไปดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย เพื่อไปเป็นหัวหน้าคณะในการเจรจากับสหภาพยุโรป (อียู) ในเรื่องของข้อตกลงเขตการค้าเสรี โดยมีเป้าหมายที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีนี้

กรณีของคุณวีระพงษ์จึงแตกต่างจากการให้คำปรึกษา หรือเป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรีแบบไม่เป็นทางการ เพราะเป็นตำแหน่งทางการเมืองเป็นทางการและมีค่าตอบแทน ขณะนั้นผมเข้าใจว่ายังเป็นการพูดคุยในลักษณะส่วนตัว ไม่ทราบว่าจะมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ออกไปจากฝั่งรัฐบาล

2. เราเห็นตรงกันว่างานนี้เป็นงานที่ฝ่ายคุณวีระพงษ์มีความถนัดและความชอบเป็นพิเศษ แต่โดยสถานะของคุณวีระพงษ์ที่เป็นรองหัวหน้าพรรคและสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์จะเกิดความสับสนและขัดแย้งกันในตัว ในสถานะของความเป็นพรรคฝ่ายค้าน สุดท้ายจึงเห็นพ้องกันว่าหากคุณวีระพงษ์มีความประสงค์จะไปรับตำแหน่ง ก็ต้องออกจากรองหัวหน้าพรรคและความเป็นสมาชิกพรรคของพรรคประชาธิปัตย์ 3. ขณะนี้จึงอยู่ที่คุณวีระพงษ์จะตัดสินใจและดำเนินการ”

เป็นการชี้แจงที่สุภาพ ให้เกียรติ เหตุผลครบถ้วน ดีกว่าการมาไล่ด่าหรือตำหนิกัน ต่อมา อาร์ท วีระพงษ์ ลาออก และโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ว่า  ลาออกจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นที่เรียบร้อย เนื่องจากได้รับการทาบทามให้ไปดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย โดยรับผิดชอบงานเจรจาการค้ากับสหภาพยุโรป

“งานนี้ผมทำมาตั้งแต่เป็นผู้แทนการค้าไทยในรัฐบาลที่แล้ว และอยากจะทำต่อเนื่องให้สำเร็จ  แต่อาจไม่สอดคล้องกับบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ที่ปัจจุบันอยู่ในฐานะตรวจสอบรัฐบาล ผมจึงขอลาออกจากการเป็นรองหัวหน้าพรรค เพื่อให้การทำงานมีความโปร่งใส และตรงไปตรงมาครับ  แม้บทบาทจะเปลี่ยนไป แต่อุดมการณ์ผมไม่เคยเปลี่ยน ในช่วงหาเสียงที่ผ่านมา ผมได้ให้สัญญาไว้ว่าจะร่วมผลักดันการเจรจาการค้าให้สำเร็จ เมื่อผมได้มีโอกาสเข้าไปทำให้สัญญากลายเป็นความจริง ผมจึงตัดสินใจรับทำงานนี้ และวันนี้ไปในฐานะคนทำงาน ไม่ได้ยึดโยงกับพรรคการเมืองใด

เมื่อผมได้รับการทาบทามอย่างเป็นทางการจากท่านศุภจี ผมในฐานะรองหัวหน้าพรรคได้รีบเรียนหารือกับท่านอภิสิทธิ์โดยไม่รอช้า มีการติดต่อประสานงานอย่างต่อเนื่องและตรงไปตรงมา เพื่อความโปร่งใสและเป็นการเคารพในหน้าที่บทบาทของทุกฝ่าย ผมมั่นใจว่าทุกท่านต่างรักษากติกามารยาททางการเมือง โดยมีผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลักยึดที่สำคัญครับ  ผมต้องขอขอบคุณท่านหัวหน้าอภิสิทธิ์ที่ให้การสนับสนุนการทำงานด้วยดีเสมอมา”

จากกระแสกัมพูชาแอบอ้างวัฒนธรรมไทยอย่างเครื่องแต่งกาย อาหาร การแสดง เทศกาล เป็นของตัว โดยอ้างคำว่าเป็นของเขมรโบราณอย่างพร่ำเพรื่อ แต่ไม่สามารถหาบันทึกประวัติศาสตร์ได้นอกจากแอบอ้างภาพสลักนูนต่ำในปราสาทนครวัด นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรครักชาติ พร้อมนายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค เดินทางไปยื่นหนังสือต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)  สำนักงานใหญ่ ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส เพื่อแสดงความขอบคุณที่ยูเนสโกให้ความสำคัญกับมรดกทางวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะชุดไทย พร้อมเรียกร้องให้พิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกโลกอย่างรัดกุม ป้องกันปัญหาการบิดเบือน ขโมยรากเหง้าทางวัฒนธรรม

นายชนินทร์ กล่าวว่า ขอให้ยูเนสโก พิจารณาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของแต่ละวัฒนธรรมว่าถูกต้องตามประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง ซึ่งเราหวังว่าจะเป็นเสียงหนึ่ง ที่จะช่วยปกป้องวัฒนธรรมไทย ในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนและกำลังเสี่ยงต่อการถูกขโมย 

ส่วนนายชัยพร กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้เกิดจากความกังวลต่อสถานการณ์ด้านวัฒนธรรมในปัจจุบันที่มีความละเอียดอ่อนสูง มรดกทางวัฒนธรรมอันเป็นรากเหง้าของชาติอาจถูกขโมยหรือเคลมสิทธิความเป็นเจ้าของ การยื่นหนังสือเป็นข้อเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์ โดยมุ่งหวังที่จะให้ยูเนสโกนำไปพิจารณาเพื่อสร้างมาตรฐานและยกระดับกระบวนการประเมินการขึ้นทะเบียนมรดกโลกในอนาคตให้มีความรัดกุม เคารพต่อประวัติศาสตร์  คงไว้ซึ่งความถูกต้อง

อีกเรื่องหนึ่ง “สส.ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ฝ่ายนโยบาย ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเชิงประเด็นการจัดสวัสดิการสังคมเพื่อความมั่นคงของประชาชน เพื่อเร่งติดตามและขับเคลื่อนงานด้านสวัสดิการอย่างเป็นระบบ ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง โดยมอบหมายให้ “สส.กาย” ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. เป็นประธานคณะกรรมการ

ทำหน้าที่กำกับดูแลภาพรวมแบบครบทุกมิติ การจัดตั้งคณะกรรมการครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการเร่งผลักดันมาตรการช่วยเหลือและการดูแลประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง อาทิ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้มีรายได้น้อย ให้สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม เพื่อป้องกันการสูญเสียและลดผลกระทบจากวิกฤติที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

คณะกรรมการมีบทบาทในการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบโจทย์ประชาชน พร้อมกันนี้ ยังทำหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงและข้อร้องเรียนจากประชาชน เพื่อนำมาจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย และผลักดันแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเปราะบาง

ก็เจ้ากระทรวง พม. คือนิกร โสมกลาง จากโควตาเพื่อไทย การจับตาเป็นพิเศษจะยิ่งถูกวิจารณ์ว่า พรรคส้มกับพรรคแดงทำตัวเป็นคู่แค้นกันหรือไม่ ตอนอภิปรายนโยบายรัฐบาล ก็ตีกระทบ รมต.ของเพื่อไทยหนัก.

“ทีมข่าวการเมือง”