จากกรณี นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เข้ายื่นหนังสือถึงกองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อขอให้ตรวจสอบพฤติกรรมของ นายไพรวัลย์ วรรณบุตร หรือ “ทิดไพรวัลย์” กรณีให้สัมภาษณ์สื่อออนไลน์ แล้วมีคำพูดพาดพิงพระชั้นผู้ใหญ่และศาสนาพุทธ ในลักษณะว่าร้าย เช่น กล่าวว่าศาสนาเต่าล้านปี, วันๆ มัวแต่นั่งประชุมกันจะเลื่อนใครตั้งใคร, ศาสนามัวแต่บ้ายศบ้าอำนาจ, แข่งกันสร้างอะไรใหญ่โต โดยนายสนธิญา มองว่าคำพูดดังกล่าวเป็นการกล่าวหา ที่เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ทั้งยังแนะนำให้หยุดพฤติกรรมแทะโลมศาสนา หรือว่าร้ายพระชั้นผู้ใหญ่ให้เสียหาย โดยไม่มีมูลข้อเท็จจริง เพราะคนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ในรายการ “โหนกระแส” โดยพิธีกร หนุ่ม-กรรชัย กำเหนิดพลอย ได้เชิญ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย พร้อมด้วย นายสนธิญา และ นายจตุรงค์ จงอาษา นักวิชาการอิสระด้านพระพุทธศาสนา มาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยเบื้องต้น นายศรีสุวรรณ ได้กล่าวถึงจุดประสงค์ที่ไปร้องตำรวจให้สอบพฤติกรรมของ ทิดไพรวัลย์ ว่าเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ตามกฎหมาย
ขณะที่ นายศรีสุวรรณ กลับให้ความเห็นว่าการแสดงความเห็นของ ทิดไพรวัลย์ นั้นยังไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายเป็นเรื่องที่พูดกันในวงกว้าง เป็นคำกล่าวอ้างวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น อย่างไรก็ตามช่วงกลางรายการได้มีการต่อสายพูดคุยทางโทรศัพท์กับ “ทิดไพรวัลย์” ซึ่งได้ให้ความเห็นทำนองว่า

“…อยากได้หมากรุกไหม ผมส่งไปให้ได้นะ อยากให้ลุงสองคนนั่งเล่นหมากรุกกัน ผมว่าน่าจะได้ประโยชน์กว่ามาทำอะไรแบบนี้ ลุงทั้งสองคนผมก็เคารพนะครับ ลุงศรีปล่อยผมแล้วไม่จองเวรจองกรรม ผมก็ดีใจทำมาหากินไป รีวิวของไป แต่ก็ยังมาเจอลุงสนธิญา ด้วยความเคารพผมไม่รู้จักท่านเป็นการส่วนตัวมาฟ้องมาร้องเรียนอีกแล้ว…” ทิดไพรวัลย์ กล่าว
ทางหนุ่ม-กรรชัย กล่าวว่า เรื่องเกิดจากมีการไปกล่าวหา ในรายการของคุณจอมขวัญ 4 ข้อ กล่าวว่าศาสนาเต่าล้านปี, วันๆ มัวแต่นั่งประชุมกันจะเลื่อนใครตั้งใคร, ศาสนามัวแต่บ้ายศบ้าอำนาจ, แข่งกันสร้างอะไรใหญ่โต ทำให้อีกฝ่ายร้องเรียนขึ้นมา ปรากฏว่าทาง “ทิดไพรวัลย์” ระบุว่า

“…อยากให้พี่หนุ่มไปฟังการวิจารณ์ทั้งหมดก่อน จะมาฟังท่อนใดท่อนหนึ่งไม่ได้ ผมเห็นว่าเป็นปัญหา และลุงต้องแยกว่า ศาสนาส่วนศาสนาและองค์กรศาสนาส่วนองค์กรศาสนา คณะสงฆ์ไม่เข้ากับศาสนา ผมวิจารณ์การทำงานคณะสงฆ์ ผมไม่ได้วิจารณ์ศาสนา ไม่ได้วิจารณ์คำสอนของพระพุทธเจ้า ในเมื่อผมเป็นชาวพุทธ ทำไมผมถึงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคณะสงฆ์ไม่ได้ครับ?…” ทิดไพรวัลย์ กล่าว และระบุอีกว่า
ในส่วนของการร้องเรียน ก็ไปพิจารณ์กันไป แต่ตนยืนยันว่าผมพูดความจริงทั้งนั้น ตนอยู่ในศาสนามา 18 ปี ทำไมจะไม่รู้ว่าอะไรคืออะไร สำหรับเรื่องหลักฐานนั้นก็เห็น ๆ กันอยู่ ว่าแต่ละวัดต่างพยายามสร้างให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อเรียกคนเข้าวัดทั้งนั้น

“…คุณลุงสนธิญา ทำไมไม่คิดจะเรียกร้องเป็นปากเป็นเสียงให้พระที่โดนรังแกบ้างละครับ อย่างกรณีพระที่จังหวัดกาฬสินธุ์ทำไมไม่ออกแอ๊คชั่นบ้าง ทำไมไม่ตั้งคำถามกับองค์กร ทำไมไม่ปกป้องสิทธิมนุษยชน มาเป็นปัญหากับผมคนธรรมดา ที่ใช้สิทธิวิพากษ์วิจารณ์ คุณกล้ารีแอ๊คชั่นไหม กล้าตรวจสอบองค์กรคณะสงฆ์ใช้อำนาจกันอย่างถูกต้องไหม ละเมิมสิทธิมนุษยชนไหม การปลดการตั้ง เป็นไปอย่างชอบธรรมไหม กล้าไม่ไหมครับ ผมจะรอดู…” ทิดไพรวัลย์ กล่าว
ด้านนายสนธิญา กล่าวว่า ประเด็นคือ 4 ข้อที่ “ทิดไพรวัลย์” พูดก็คือต้องพิสูจน์ว่ามันคือเรื่องจริง และที่ผมไปร้องก็เพื่อให้ตำรวจตรวจสอบพิจารณาข้อกฎหมายว่าเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมพ์หรือไม่ ถ้าหากตรวจแล้วหากท่านทำถูกก็โอเค ส่วนที่ว่าผมเคยร้องเรียนให้ใครไหม ผมรับเรื่องร้องเรียนมาหลายเรื่องและทำเรื่องเพียงคนเดียว หากถูกฟ้องร้องก็โดนเพียงคนเดียว ดังนั้นหากท่านออกมาจากศาสนาแล้ว ก็ได้โปรดอย่าไประรานพระใหญ่พระโตเขาเลย กราบวิงวอนกัน

ด้าน “ทิดไพรวัลย์” กล่าวว่า มาบอกว่าตนระรานพระผู้ใหญ่ แล้วตอนที่เป็นพระผู้น้อย โดนส่งจดหมายร้องเรียน ตั้งคณะกรรมการสอบ ลุงสนธิญาไปอยู่ไหน เคยปกป้องสิทธิตนไหม จนตนต้องกระเซ็นกระซ่านออกจากผ้าเหลือง เคยทำงานให้พระตัวเล็กตัวน้อยบ้างไหม พระผู้ใหญ่เขามีอำนาจ ตนไปทำอะไรเขาได้ คำพูดของตนทำให้พระเหล่านั้นหลุดออกจากตำแหน่งหรือไง
นายสนธิญา กล่าวสวนว่า ท่านมีหลักฐานไหมครับ ท่านทำหนังสือมาเลย “ทิดไพรวัลย์” จึงกล่าวโต้ว่า เขามีการประชุมกันแต่ละวาระ ออกมาตั้งคนโน้นคนนี้ หรือแม้แต่การก่อสร้างที่เขามีวัดพัฒนาตัวอย่าง โดยมีหลักเกณฑ์ประกอบพิจารณาว่าวัดไหนเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ก็ต้องแข่งกันสร้าง ก็มีอยู่เยอะแยะ
ระหว่างนั้น นายจตุรงค์ กล่าวว่า ขออนุญาตทั้งสองฝ่าย สามารถไปโหลดได้ มติมหาเถรสมาคม มีไฟล์ PDF วันๆ เขาประชุมอะไรบ้างรู้หมด ไปหาโหลดในเว็บมหาเถรสมาคม นี่มันสมัยไหนแล้ว
“….คุณสนธิญา คุณทำงานเพื่อสิทธิมนุษยชน แทนที่จะไปปกป้องสิทธิมนุษยชนคนหมู่มาก กลับไปปกป้องคนมีอำนาจรัฐ อันนี้ก็มีหลักการแปลกๆ การเอาอำนาจของตัวเองไปปกป้องคนมีอำนาจรัฐอยู่ในมือ แล้วก็มาบอกว่า ไอ้คนไม่มีอำนาจรัฐ ประชาชนหัวดำ ๆ อย่าง “ทิดไพรวัลย์” ผิด แทนที่จะไปตรวจสอบ มส.ไหม พระที่มีรถดี ๆ ไปประชุมไหม ว่าเอารถดี ๆ มาจากไหน ไปตรวจสอบสำนักพุทธไหม ว่าไอ้คำสั่งที่มาจัดการท่านไพรวัลย์ มันชอบด้วยกฎหมายหรือเปล่า คุณต้องไปตรวจสอบอำนาจรัฐไม่ใช่มาตรวจสอบจำเลยผู้เสียหาย…” นายจตุรงค์ กล่าว
นายสนธิญา กล่าวโต้ว่า ก็เพราะ คุณไพรวัลย์เป็นผู้พูด ทำให้ผมต้องตรวจสอบ อยากให้ผมตรวจสอบก็ไปเอาเอกสารมา

นายจตุรงค์ กล่าวสวนว่า คุณทำงานด้านการตรวจสอบแต่กลับไม่คิดจะหาเอกสารเองเลย คุณศรีสุวรรณ ทำงานเรื่องป่า เขาค้นหาเอกสารเองตลอด เขาค้นหาเอกสารเองตลอด เขาคืออาจารย์ด้านการร้อง ซึ่ง นายศรีสุวรรณ ได้กล่าาวสั้น ๆ ว่า จริงผมหาเอกสารเองตลอด แต่กรณีของ “ทิดไพรวัลย์” ผมบอกแล้วว่าไม่เข้าองค์ประกอบในเรื่องผิดกฎหมาย จึงไม่ได้เข้าไปร้องเรื่องนี้.
ขอบคุณคลิป-ภาพ จากรายการโหนกระแส



